วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กัญชาเทรนด์


ถ้าจะมีสิ่งเสพติดชนิดใดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปี และถูกนำไปผูกโยงกับการเมืองและเศรษฐกิจมากมาย คงหนีไม่พ้นกัญชา

พบหลักฐานว่ากัญชาถูกใช้มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุคอารยธรรมกัญชาถูกใช้จริงจังในจีน อินเดีย และอาหรับอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในด้านพิธีกรรมทางศาสนา

แต่ด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและอิทธิพลของประเทศเจ้าอาณานิคมในอดีต กัญชาจึงกลายเป็นพืชอาชญากร อัคนี มูลเมฆ นักเขียนและนักแปลผู้ค้นคว้าเรื่องกัญชา เล่าว่า

“หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษครอบครองแอฟริกาใต้และเข้าไปทำไร่อ้อยมากมายก็ต่อต้านว่ากัญชาทำให้คน งานขี้เกียจ จึงนำข้อเสนอนี้ยื่นเข้าสู่ที่ประชุมสันนิบาตชาติ แล้วสันนิบาตชาติก็มีมติให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายไป”

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ ความนิยมในกัญชาหายไป กลับรุ่งเรืองที่สุดในยุคร่วมสมัยช่วงทศวรรษที่ 60 ที่วิถีฮิปปี้เบ่งบาน ด้านหนึ่งมันแปรเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสังคม ความเป็นอิสระที่หนุ่มสาวยุคนั้นโหยหา เมื่อสงครามเวียดนามและบรรยากาศช่วงนั้นผ่านพ้น กัญชาก็ไม่ได้ซบเซาลงไปด้วย เพราะมีกระแสรัสตาฟาเรียน ศาสนาใหม่ที่นับถือจาห์เป็นเทพเจ้าเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า บ็อบ มาร์เลย์ นักดนตรีเร็กเก้นามกระเดื่องผู้นับถือรัสตามีส่วนทำให้มันได้รับความนิยมสืบเนื่อง

ช่วงเวลาไล่เลี่ย กัน ยุคแสวงหาของไทยก็เริ่มขึ้น นักศึกษา ปัญญาชน ต่างเสพกัญชา แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเพื่อความสุข แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสื่อความหมายไม่ต่างกับพวกฮิปปี้ในตะวันตก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความหมายทางการเมือง การต่อต้านสังคม ความอิสระ ก็ค่อยๆ จางลง เหลือเพียงรูปรอยของความเท่บางๆ เน้นความสุขและเฮฮาตามเพื่อนเป็นหลัก

กัญชาในเทรนด์โลก

หากดูเทรนด์ทั่วโลกจะเห็นว่า มีเสียงเรียกร้องมากมายให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ ในบางประเทศ แม้แต่ศาลเองก็เห็นว่าการสูบกัญชาไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้!

เช่นในอาร์เจนตินา เจ้าหน้าที่รัฐถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำการขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญเพราะไปจับ คนสูบกัญชา เนื่องจากวัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้อื่น ซึ่งสวนทางกับความเห็นของรัฐบาลอาร์เจนตินาโดยสิ้นเชิง

นอกจากการเคลื่อนไหวจากตัวผู้พิจารณากฎหมายแล้ว ประชาชนที่ชื่นชอบการสูบกัญชาในประเทศเม็กซิโกยัง ได้ออกมาร้องเพลงพร้อมสูบกัญชาอย่างบันเทิงเริงใจ เพื่อเรียกร้องให้การสูบกัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยได้รับความสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายเพราะเห็นว่าการทำให้ถูกกฎหมายจะช่วย ควบคุมความรุนแรงที่เกิดจากแก๊งค้ายาเสพติดได้ชะงักนัก

ตามมาด้วยความเคลื่อนไหวจากประเทศยักษ์ใหญ่หลายมลรัฐอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ในหลายๆ รัฐได้มีการเคลื่อนไหวถึงกับจะออกกฎหมายให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายแล้ว

เช่น ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ จัดทำประชามติให้การปลูกและค้ากัญชาเป็นไปอย่างเสรีตามสไตล์มะกัน ซึ่งถ้ากฎหมายนี้ออกมา ความอิสระเสรีจะมากกว่าเนเธอร์แลนด์ประเทศที่ใครๆ ก็อยากจะเข้าไปนั่งสูบกัญชาอย่างสบายใจเสียอีก เพราะ ประชาชนอเมริกันอายุ 21 ปี จะสามารถครอบครองกัญชาได้ไม่เกินคนละ 28 กรัม และปลูกกัญชาได้คนละไม่เกิน 25 ตารางฟุต แถมยังสามารถค้าขายกันได้อย่างเสรีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้การออกมาเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อทำให้กัญชากลายเป็น สิ่งถูกกฎหมายจะดังลอดออกมาให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ และมีทีท่าว่าจะดังขึ้นๆ แต่ผู้อำนวยการองค์การยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ กลับออกมากล่าวว่า หากยาเสพติดกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย จำนวนคนติดยาจะต้องทะยานขึ้นอย่างแน่นอน

จากเทรนด์โลกสู่กัญชาในรั้วมหาวิทยาลัย

แม้เทรนด์การเรียกร้องนี้จะไม่เข้มข้นมากในประเทศไทย แต่กัญชายังคงแพร่หลายในรั้วมหาวิทยาลัยแบบเรื่อยๆ และยิ่งบูมมากเมื่อบทเพลงเร็กเก้และสกาได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ภาพของดนตรีแนวนี้เองก็แทบจะแยกไม่ออกจากกัญชา ผสมผสานความสนุกจากการเสพและความเท่ที่ยังหลงเหลือของมัน ก็ยิ่งทำให้ได้รับความนิยม โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับความหมายทางสังคมหรือการเมืองเช่นในอดีต

เอก นักศึกษาในภาคกลางคนหนึ่ง บอกว่า เขาแค่สูบเอาเพลิน ยิ่งสูบกับเพื่อนเยอะๆ ก็ยิ่งสนุก

“เริ่มสูบครั้งแรก ที่ห้องเพื่อน มันเอามาให้ลอง พอสูบก็รู้สึกชอบ เลยไปหาซื้อเอง เขาเริ่มแบ่งขายตั้งแต่ราคา 100 บาท แรกๆ มันก็พอนะ พอสูบไปสูบมาเริ่มไม่พอ ก็เขยิบไป 300 เรื่อยๆ จนถึง 1,000 บาท ซื้อทีก็สูบได้เป็นอาทิตย์ แล้วอย่างอุปกรณ์การสูบ เดี๋ยวนี้หาซื้อง่าย ไปตามร้านที่ขายเตาบาระกุก็มีวางขายหน้าร้านแล้ว

“กลัวโดนจับเหมือนกัน เพราะหลังๆ เริ่มมีตำรวจเข้ามาตรวจตามหอ ตามถนนบ่อยๆ แต่อีกใจก็คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอกเพราะเราสูบแค่เล็กน้อยไม่ใช่รายใหญ่สัก หน่อย”

ส่วน โจ นักศึกษาอีกคนทางภาคเหนือ เป็นทั้งผู้เสพและขาย สารภาพว่า

“ที่หันมาขายกัญชา เพราะตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปเช่าบ้านกับเพื่อนๆ เวลาว่างก็ไม่มีอะไรทำ อยู่แต่บ้าน จนมีเด็กที่เรียนสาขาเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่เอามาสูบกันเองก่อนในบ้าน พอเริ่มสูบบ่อยขึ้น เพื่อนๆ ที่เช่าบ้านอยู่ติดกันก็เริ่มเข้ามาในบ้านเพื่อมาขอสูบด้วย เป็นอย่างนี้ทุกวันจนพักหลังมันเยอะจนซื้อไม่ไหว เราก็เลยเริ่มแบ่งขายจากที่เราไปรับมา”

ซื้อขีดละ 2-3 พันบาท มาแบ่งขายราคา 200-300 บาท อีกส่วนเก็บไว้เสพเอง โดยลูกค้าส่วนใหญ่คือเพื่อนๆ นักศึกษาที่รู้จักกัน เพราะเขาเองก็กลัวโดนจับ ส่วนตอนนี้โจเลิกขายแล้ว แต่ไม่ได้เลิกสูบ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กัญชาจะแพร่หลายในมหาวิทยาลัย แต่ในมุม ป.ป.ส. กลับเห็นว่าแนวโน้มของผู้เสพกัญชาลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับทุกวันนี้กระแสของยาเสพติดในหมู่วัยรุ่นเปลี่ยนไป กลายเป็นกลุ่มยาประเภทแอมเฟตามีน เช่น ยาบ้า ยาอี หรือยาไอซ์แทน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ปกติเพราะเมื่อวันหนึ่งมียาที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่า ยาเก่าก็ต้องเสื่อมความนิยมไปโดยปริยาย

"ตอนนี้เทรนด์หรือกระแสในโลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกวันนี้ เราเลยมุ่งไปที่ยาบ้ามากกว่า พูดง่ายๆ คือเราก็ดูแลตามปกติ ตามกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งเราคิดว่าสามารถควบคุมได้ และที่ผ่านมาเราก็นำคนเสพเข้าบำบัดอย่างต่อเนื่อง"
........

กัญชาในรั้วมหา’ ลัย คงยากที่จะกำจัดให้หมดไป เพราะสำหรับคนวัยนี้ แม้กัญชาจะไม่ได้มีความหมายอะไรมาก แต่อาจเป็นวิธีการแสวงหาอะไรบางสิ่งที่เราก็ตอบไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว สังคมจะยอมรับได้แค่ไหน คงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันหาคำตอบ
>>>>>>>>>

ข้อมูลจาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น