วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

แคนนาบินอยด์และความสัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ /by High Thailand

แคนนาบินอยด์และความสัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์


ทุกคนคงจะได้ยินถึงเรื่อง THC และ CBD สองสารแคนนาบินอยด์ในต้นกัญชา แต่รู้ไหมว่าทำไมมันถึงมีความสำคัญที่ทำให้วงการแพทย์นั้นต้องหันมาให้ความสนใจ และมันมีปฎิกิริยาอย่างไรต่อร่างกายของเราถึงมีการกล่าวถึงคุณสมบัติการรักษาโรคต่างๆแม้กระทั่งมะเร็ง? วันนี้ High Thailand มาอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด

ร่างกายของมนุษย์ทุกคนมีต่อมรับแคนนาบินอยด์อยู่ในระบบประสาทโดยธรรมชาติคือ ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ Endocannabinoid System (ECS) ซึ่งเป็นระบบทางสรีรวิทยาที่ควบคุมการทำงานและรักษาความสมดุลของร่างกาย ECS มีหน้าที่ช่วยการทำงานของเซลล์ต่างๆในระบบพลังงาน ระบบเผาพลาญ การลำเลียงสารอาหารและการเก็บรักษาพลังงาน โดยมีต่อมรับกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายคือ CB1 และ CB2

CB1 - อยู่ในสมองและระบบประสาทส่วนกลาง (ฮิปโปแคมปัส - ทำหน้าที่หลักในเรื่องความจำ, ซีรีเบลลั่ม - ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและการทรงตัว)

CB2 - อยู่ในระบบภูมิคุ้มกัน (ในเนื้อเยื่อของม้าม) และในระบบประสาทรอบนอก


แคนนาบินอยด์นั้นมีปฎิกิริยาอย่างไรกับร่างกาย

แคนนาบินอยด์นั้นคือสารที่ทำปฎิกิริยากับหน่วยรับความรู้สึกของระบบประสาทในร่างกาย โดยจะช่วยการทำงานของเซลล์เช่น ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ความดันเลือดและอารมณ์ต่างๆ มันทำหน้าที่โดยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท (neurotransmitter) กับตัวรับ (receptors) ในเซลล์ประสาท อวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายต่างมีต่อมรับเอ็นโดแคนนาบินอยด์เหล่านี้เพื่อทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกร่างกายถึงอาการต่างๆเช่น หิว เจ็บ ง่วง

การค้นพบสารแคนนาบินอยด์ตัวหลักที่ออกฤทธิ์ทางประสาทในพืชกัญชานั้นต่างทำให้ผู้คนเข้าใจการทำงานของกัญชามาขึ้น แต่ไม่ใช่แค่นั้น... หลังจากที่มีการศึกษาและวิจัยก็ได้มีการค้นพบว่ามนุษย์นั้นก็มีสารแคนนาบินอยด์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายได้เองเช่นเดียวกัน! ด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติหรือเป็นเพราะความบังเอิญล้วนๆ มนุษย์และกัญชานั้นดูมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งร่วมกันด้วยสารตัวนี้... แคนนาบินอยด์จึงแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆดังนี้

(ที่มีคำว่า canna- นำหน้าก็เพราะว่ามีการค้นพบสารแคนนาบินอยด์ในกัญชาก่อนที่จะค้นพบว่ามนุษย์นั้นก็มีการผลิตสารนี้เช่นเดียวกัน *เนื่องจากกัญชาโดนขึ้นทะเบียนให้ผิดกฎหมาย การค้นคว้าวิจัยนั้นก็ถูกควบคุมอย่างเข้มโดยรัฐบาลและอนุญาตให้มีการทดลองเฉพาะสัตว์เช่น หนูและลิงตั้งแต่ช่วงปลายปี 1930’s)

1 แคนนาบินอยด์ในสิ่งมีชีวิต (Endocannabinoid) : เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด
2 แคนนาบินอยด์ในธรรมชาติ (Phytocannabinoid) : จะพบได้ในต้นแคนนาบิส
3 แคนนาบินอยด์สังเคราะห์ (Synthetic cannabinoid) : เป็นสารที่ถูกสร้างขึ้นในแล็ป

วันนี้จะอธิบายถึงความเกี่ยวของระหว่างแคนนาบินอยด์ในกัญชาและในร่างกายมนุษย์ (ส่วนที่สารแคนนบินอยด์สังเคราะห์จะมีอธิบายในบทความต่อไป)

1. แคนนาบินอยด์ในสิ่งมีชีวิต (Endocannabinoid) : เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด

สารสำคัญสองตัวคือ Anandamide และ 2-AG 

. อะนันดาไมด์ (Anandamide ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตของคำว่า ananda แปลว่า ความสุขสำราญ) หน้าที่ของมันก็จะทำการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและลดความเจ็บปวด
. 2-AG ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจและปรับความดันเลือดในร่างกาย

"การจับของเอ็นโดแคนนาบินอยด์ ท่ี CB1ในระบบประสาทจะมีบทบาทต่อการควบคุมความเจ็บปวด ความจําและการเคลื่อนไหว และการควบคุมกระบวนการเผาผลาญของไขมันและกลูโคส เพื่อรักษาสมดุลของพลังงานในร่างกาย" - วิมล พันธุเวทย, สาขาวิชาชีวเภสัชศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

มันทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาท หัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน มันทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ แคนนาบินอยด์ เรามักจะรับรู้ความรู้สึกเจ็บหรือหิว ควบคุมการเคลื่นไหวและการตอบสนอง ระบบภูมิคุ้มกัน และการตอบสนองต่อการอักเสบในร่างกาย

บางคนอาจส่งสับว่าในเมื่อร่างกายเรามีสารตัวนี้อยู่แล้วทำไมจึงต้องหามาเพิ่ม? เอ็นโดแคนนาบินอยด์ที่ผลิตขึ้นเองในร่างกายนั้นออกมาในปริมาณที่น้อยและมี half-life ที่สั้นมาก

2. แคนนาบินอยด์ในธรรมชาติ (Phytocannabinoid) : จะพบได้ในต้นแคนนาบิส

ในต้นแคนนาบิสหรือต้นกัญชานั้นมีสารต่างๆมากกว่า 400 ชนิด ปัจจุบันมีการค้นพบสารแคนนาบินอยด์ในกัญชากว่า 85 สาร โดยสารที่มีคุณลักษณะโดดเด่นอยู่ 2 ชนิดหลักๆคือ เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (THC) และ แคนนาบิไดออล Canabidiol (CBD)

THC และ CBD นั้นเป็นส่วนหนึ่งของสารแคนนาบินอยด์ที่อยู่ในต้นแคนนาบิส และหลังจากนั้นก็มีการค้นพบสารแคนนาบินอยด์อื่นๆเช่น THCV THCA CBN CBL CBC ฯลฯ ซึ่งเริ่มมีการค้นพบมากขึ้นหลังจากที่บางประเทศและหลายรัฐในอเมริกานั้นให้กัญชากฎหมาย นักวิจัยจึงสามารถมุ่งหน้าทำการทดลองกับต้นพืชมหัศจรรย์นี้ได้ (จะมีอธิบายถึงแคนนาบินอยด์ตัวอื่นๆในบทความต่อไป)

แน่นอนว่าเวลาพูดถึง THC นั้นคือการบอกถึงค่าวัดความแรงหรือ Potency ของกัญชาสายพันธุ์นั้น แต่หลักๆแล้วทุกคนมักจะได้ยินถึงคำว่า THC เป็นเพราะว่ามันได้ถูกค้นพบเป็นสารที่ทำให้เกิดปฎิกิริยาในร่างกายเป็นตัวแรก (และเป็นสารสำคัญที่ทุกคนต้องการเพื่อให้เมา) แต่นักเคมีก็มาค้นพบทีหลังว่ามันไม่ได้เป็นสารที่เด่นในกัญชาตัวเดียว! เพราะเจ้า CBD เนี่ยมันมีส่วนทำงานร่วมไปด้วยกันกับ THC และมีประโยชน์ไม่น้อยกว่ากันเลย

2.1 เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ THC เป็นสารตัวหลักที่ออกฤทธิ์ต่อประสาท (psychoactive)

หากเปรียบแคนนาบินอยด์ในต้นกัญชา THC ถือได้ว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวกันเลยทีเดียว แน่นอนที่สุดว่า THC นั้นมีชื่อเสียงได้เพราะว่ามันเป็นสารที่ส่งผลกระทบต่อประสาทและสมองซึ่งทำให้เรารู้สึก’เมา'นั่นเอง THC นั้นเลียนแบบการทำงานของอะนันดาไมด์ (แคนนาบินอยด์ในสิ่งมีชีวิต) โดยการเชื่อมกับเซลล์ประสาทในสมอง CB1 และทำให้เกิดความเมาหรือ High ที่มาจากการสูบกัญชา เช่นเดียวกับอาหารหิวหรือ Munchies ที่ได้หลังจากการสูบเพราะมีการกระตุ้นในสมองในส่วนที่สั่งการหิวของร่างกาย อีกทั้ง THC มีการการกระทบส่วนของสมองที่ใช้จำจึงอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงขี้หลงขี้ลืมเวลาสูบกัญชา แต่มันไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นข้อเสียอย่างเดียว เพราะทางการแพทย์เชื่อว่ามันเป็นตัวยาสำคัญที่จะสามรถช่วยคนที่เป็นโรคเครียดหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรง Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) เช่นเหล่าทหารที่กลับมาจากการรบ มักเกิดอาการหลอนและนอนไม่หลับ

และมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเพราะ THC ได้เข้าไปช่วยยับยั้งการอักเสบที่เกิดขึ้นในระบบภูมิคุ้มกันใน CB2 ซึ่งเป็นผลมาจากการกระตุ้นจากแคนนาบินอยด์เหมือนกัน

คุณสมบัติของ THC นั้นมาจากความสามารถที่จะเชื่อมเข้ากับโปรตีนซึ่งอยู่บนผิวของเซลล์ต่างๆและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆในเซลล์แต่ไม่ใช่แค่นั้น สารตัวนี้ช่วยประสานการทำงานของเซลล์ให้ทำงานดีและปกติเช่น การทำงานของร่างกาย ซ่อมแซมและเสริมสร้าง

2.2 แคนนาบิไดออล (Cannabidiol) หรือ CBD เป็นสารตัวสำคัญอีกตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ต่างจาก THC ตรงที่ไม่มีสารออกฤทธิ์ต่อประสาท (non-psychoactive compound)

นับเป็นสารสำคัญอันดับที่สองในกัญชา เนื่องจากคุณสมบัติและประโยชน์ของมันที่ช่วยลดการอักเสบ (anti-flammatory) และยับยั้งการผลิตสารที่ทำให้เกิดอาการปวด อาการวิตกกังวล และเครียด มีการออกฤทธิ์ด้านการระงับประสาท (Sedative) เหมาะกับเป็นยาคลายกังวลและยานอนหลับได้เป็นอย่างดี พร้อมกับออกฤทธิ์ลดอาการชัก (anticonvulsive) อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นยาต้านโรคจิต (anti-psychotic) ซึ่งแพทย์บอกว่าอาจจะเป็นตัวยาที่จะมาช่วยผู้ป่วยโรคที่มีความผิดปกติของความคิดประเภทเรื้อรัง (Schizophrenia) และที่สำคัญคือ สามารถสกัดเพื่อใช้ด้านการแพทย์โดยที่ไม่ออกฤทธิ์เมาให้กับผู้ป่วยที่เป็นเด็กและผู้ชราได้

อีกทั้งช่วยอาการคลื่นไส้อาเจียน และออกฤทธิ์ยับยั้งการทำลายของเซลล์ประสาทในสมอง (Neurodegenerative) โรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาท เช่นโรคต่างๆของ พาร์กินสันและอัลไซเมอร์ อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเซลล์ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง พร้อมกับทำให้เซลล์มะเร็ง(เซลล์ที่ทำงานผิดปกติ)ทำลายตัวเอง พร้อมกับช่วยดูแลเซลล์สมองและปกป้องระบบประสาท

และด้วยความสนับสนุนของ CBD การออกฤทธิ์ต่างๆของ THC จะมีผลและประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมกับมีฤทธิ์ทางด้านการป้องกันเซลล์สมอง Neuroprotective และทำลายเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นมะเร็ง และทำการปกป้องเซลล์ที่แข็งแรง


สรุปกันอีกที

- หน้าที่ของระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ในร่างกายมนุษย์ทำหน้าที่ควบคุม- ให้ร่างกายทำงานปกติ
- แคนนาบินอยด์คือสารที่มีในต้นกัญชาและร่างกายมนุษย์โดยธรรมชาติ: อะนันดาไมด์และ 2-AG คือแคนนาบินอยด์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนพวก THC และ CBD คือแคนนาบินอยด์ที่กัญชาสร้างขึ้น
- ต่อมรับแคนนาบินอยด์นั้นเรียกว่า CB1 และ CB2
- สารแคนนาบินอยด์จากกัญชา กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทและช่วยเซลล์ที่ผิดปกติหรือไม่แข็งแรง

Cr. FB Page : High Thailand

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

สายเขียว คอกัญชาประเทศอังกฤษมีเฮ รัฐบาลอังกฤษเตรียมดันกัญชาให้ถูกกฏหมายที่ประเทศอังกฤษ

ทำไมสายสมุนไพรบ้านเราจะผลักดันให้กัญชาถูกกฎหมายบ้างไม่ได้ครับ   ล่าสุดนี้กัญชาสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้จริง!! ผมจะรวบรวมเรื่อง "การใช้น้ำมันกัญชารักษาโรค" มาให้ทุกท่านได้อ่านในครั้งหน้าครั้บ 



แต่วันนี้เราจะพาไปดูอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างอังกฤษที่เริ่มผลักดันให้ กัญชาถูกกฎหมาย โดยพวกเขาได้ทำการศึกษาใหม่พบว่า หากกฏหมายการขายกัญชาในประเทศอังกฤษถูกกฏหมายจะสามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 1 พันล้านปอนด์  โดยผลการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้ข้อสรุปว่าอังกฤษควรทำตามตัวอย่างของบางรัฐที่อเมริกา ซึ่งมีการอนุญาติให้คนที่มีอายุเกิน 18 ปี สามารถซื้อกัญชาได้ในใบอนุญาติที่เป็นพิเศษ!!



We need a new, smarter approach and I welcome this report ahead of the debate at spring conference. It is a waste of police time to go after young people using cannabis and ludicrous to saddle them with criminal convictions that can damage their future careers. A legal market would allow us to have more control over what is sold, and raise a considerable amount in taxation.

ส่วนนาย Tim Farron หัวหน้าพรรค Democrats ยังมีคำกล่าวเสริมอีกด้วยว่า

มันเป็นเรื่องที่เสียเวลาที่ตำรวจจะมัวแต่ไปจับคนหนุ่มสาวที่ใช้กัญชา และด้วยมันเป็นความผิดทางอาญาจึงสามารถสามารถสร้างความเสียหายต่ออาชีพในอนาคตของพวกเขาอีกด้วย การที่มันถูกกฎหมายนั้นจะช่วยให้มีการควบคุมได้มากกว่า
แต่นี่เป็นเพียงกระแสข่าวความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ครับ ต้องติดตามกัญต่อครับไปว่าเรื่องกฏหมายตัวนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ แล้วถ้ามันเป็นจริงขึ้นมานั้นแล้วจะมีประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า

และผมเองก็ช่วยเชียร์นะครับว่า อยากให้ประเทศไทย  ลองเปิดใจวิจัยนำประโยชน์ของกัญชา ซึ่งประเทศเรานี่ถือว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ และมีดินที่เหมาะที่สุดที่สามารถปลูกกัญชาครับ

ปลูกกัญชาครัวละต้น  เป็นยาธรรมชาติประจำบ้าน   @พรรคเขียว "จ๊อบ บรรจบ"


   ถ้าพวกเราช่วยกัญปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์การมองเรื่องกัญชา  ให้คนทั่วไปเข้าใจแบบถูกต้องได้   ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง "ไทยสติ๊กส์ Thai Stick"   จะกลับมาอย่างแน่นอน

ที่มา(Eng)   http://www.unilad.co.uk/drugs/heres-how-much-tax-legalising-cannabis-would-raise

ประวัติไทยสติก (Eng) : http://www.bangkokpost.com/print/845656/

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

คำแนะนำ มือใหม่หัดสูบกัญชา

คำแนะนำสำหรับมือใหม่สูบกัญชา

    กัญชาพืชที่ผู้คนทั่วโลกที่ต่างหลงใหลและชื่นชอบ และพืชกัญชาได้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยดึกดำบรรสืบทอดมาถึงคนยุคใหม่นี้ และได้ผสานรวมกลายเป็นจิตวิญญานส่วนหนึ่งของในชีวิตใครหลายๆคน  ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์เพื่อความบันเทิง ลดอาการเจ็บปวด เพื่อผ่อนคลายความกังวล ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกัญชาถึงได้รับความนิยมจากทุกกลุ่มคนในสังคม 

     หากจะนักสูบกัญชาที่ดีนั้น ก่อนอื่นจำไว้ว่ากัญชานั้น  มีมาประวัติมายาวนาน หลากหลายอาชีพใช้เพื่อแสวงหาความรู้ หรือแม้กระทั่ง บางศาสนา ใช้เพื่อทำสมาธิเข้าญาณ   แต่กัญชาไม่ใช่สิงจำเป็นสำหรับทุกคน  จะมีคนบางประเภทที่ได้เข้าถึงกัญชาไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเหล้าเบียร์ ทุกคนนั้นชอบอะไรไม่เหมือนกัน อย่าทำอะไรที่หมิ่นประมาท  ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ทั้งกาย วาจาใจ เราควรจะหาความรู้และทำเข้าใจเรื่องอารมณ์ของกัญชาให้ได้มากที่สุด  เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับการออกฤทธิ์ของมัน

**ไม่ควรสูบถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์**

ก่อนถึงเวลาที่จะตั้งวง พวกเพื่อน ๆ จะมาร่วมกัญ เรียนรู้ ดิน น้ำ ไฟ ลม เตรียมตัวให้พร้อมกันก่อนดีกว่า!!

1.เลือกบุคคลที่จะคบค้าสมาคมด้วย

     "มีเพื่อนดีแม้มีหนึ่งถึงจะน้อย    ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา  
      ดั่งเนื้อดี มีมากน้อยพอประมา   ยังมีค่ากว่าสุราเต็มบ้านเมือง"

ควรสูบกัญชากับเพื่อนที่สนิทและไว้วางใจกัญได้  นั่นแหล่ะครับท่านผู้อ่านครับ  คุยกัน สนุก เฮฮา


2.เลือกสถานที่ให้ปลอดภัย
หาที่ตั้งวงได้เป็นส่วนตัว จะเป็นสวนหลังบ้านก็ได้หรือห้องเพื่อน มีดนตรีเบา ๆ ขับกล่อม กีตาร์ซักตัวสองตัว ผลไม้ น้ำ และของหวานเย็น  

**อย่าไปสูบในที่สาธารณะหรือออกไปข้างนอก จะเสี่ยงต่อการโดนตำรวจจับ และเวลาสูบก่อนออกนอกบ้านควรตั้งสติให้ดี**


3. ค่อยๆสูบ
ไม่ต้องห่วงเรื่องการสูบให้ควันเยอะหรือการกลั้นหายใจเก็บควันนานๆ ค่อยๆสูบ... ค่อยๆสูบ มือใหม่น่าจะเริ่มจากจ๊อยท์หรือพันลำก่อนบ้อง แต่หากจะสูบบ้องก็ควรเริ่มทีละน้อยๆก่อนว่ารู้สึกยังไงแล้วค่อยๆเพิ่ม 'เน้นรอบดีกว่าเน้นปริมาณ' และพยายามเลี่ยงขนมกัญชา! ถึงแม้ว่ามันดูเป็นวิธีการที่ดูปลอดภัยที่สุดแต่เพราะเราไม่รู้ปริมาณของกัญชาและแอฟเฟกที่มาจากขนมนั้นมักจะแรงและอยู่นานกว่าการสูบหลายเท่าตัว


4. ทำใจให้สบายอย่าคิดมาก
กัญชาจะออกฤทธิ์กับแต่ละคนแตกต่างกันไป ความคิดโลดแล่นไม่เหมือนก่อน รู้สึกสิ่งต่างๆรอบกายแปลกๆไป บางครั้งมันอาจจะทำให้รู้สึกเหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวในโลกของเราเองไม่ต้องกลัว พยายามปล่อยตัวให้สบาย สนุกไปกับมัน

'puff-puff-pass' พอทุกคนต่างสูบกันเสร็จแล้วก็ Freedom ครับ ใครอยากเล่นกีต้าร์เล่นดนตรีก็บรรเลงกัญ หรือเปิดหนังฮาๆดูกัญ เล่นเกมส์กัญ หรือจะนั่งพูดคุยกับเพื่อนชิวๆกัญ ถ้ารู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ ให้จำไว้ว่าเดี๋ยวก็หายในไม่กี่ชั่วโมง ให้หาน้ำหวานที่มีวิตามินซีสูงหรือขนมเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดจะทำให้รู้สึกดีขึ้น หรือร้อนก็ไปอาบน้ำและนอนซักตื่นจะรู้สึกดีขึ้น

Love The Life You Life, Live The Life You Love

Cr.  High Thailand ครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

บทความ วิจัยกัญชา /โดยวิจารณ์ พาณิช


บทความเรื่อง The Great Pot Experiment ในนิตยสาร ไทม์ ฉบับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘ มี subtitle ว่า Legalization keeps rolling ahead. But because of years of government roadblocks on research, we don’t know nearly enough about the dangers of marijuana --- or the benefits

ความรู้เรื่องอันตราย และผลดีของกัญชา ยังไม่ชัดเจนนะครับ

บทความขึ้นต้นด้วยการวิจัยของศาสตราจารย์ Yasmin Hurd แห่ง Mt. Sinai Hospital School of Medicine ที่นิวยอร์ก ที่ทดลองในหนู ว่าสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ในกัญชาที่ก่อการเปลี่ยนแปลง ในสมองของหนูวัยรุ่น จะส่งต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปยังลูกหลานได้หรือไม่ โดยที่ลูกหลานไม่ได้รับ THC

คำตอบจากผลการวิจัยคือ ใช่ การเปลี่ยนแปลงส่งต่อไปยังลูก และไปยังลูกของลูก ต้องอ่านบทความ เองนะครับ จึงจะเห็นความฉลาดในการออกแบบการทดลองของศาสตราจารย์สตรีผิวดำท่านนี้

ข้อสรุปที่ผมได้จากบทความทั้งหมดก็คือ สารในกัญชามีผลร้ายต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโต ในคนหมายถึงคนที่อายุต่ำกว่า ๒๑ ปี แต่ผมมีความเชื่อของผมเองว่า แม้สมองคนแก่ก็ยังมี “การเจริญเติบโต” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ผมจึงยังไม่ปักใจเชื่อว่าการเสพกัญชาจะไม่มีผลเสียต่อสมองคนที่เป็นผู้ใหญ่

ข้อความในบทความขนาดยาว ๖ หน้านี้ บอกเราว่า วงการวิจัยในสหรัฐอเมริกากำลังลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจโทษและคุณของกัญชา หลังจากมีนโยบายห้ามการวิจัยนี้มานาน การลงทุนวิจัยนี้ ตรงกับที่ ผมเคยเสนอไว้ ที่นี่ แต่โจทย์วิจัยในสหรัฐฯ ยังแคบกว่าที่ผมเสนอไว้ คือเขาไม่มีการวิจัยวิธีกำหนดการใช้ ให้ใช้เฉพาะด้านยาหรือสุขภาพ หลีกเลี่ยงการใช้เพื่อประสาทหลอน (recreational use) อย่างพร่ำเพรื่อ สังคมของเขาอาจเป็น สังคมเสรี มองว่าทุกคนต้องดูแลตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ก็ได้ ทั้งหมดนี้ผมตีความเอาเอง ไม่ทราบว่าตีความ ถูกหรือผิด

บทความบอกเราว่า การห้ามวิจัยและปราบขบวนการค้ากัญชาในสหรัฐ ลึกซึ้งและดำมืดกว่าที่เราคิด เพราะในยุคสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐฯ คิดว่า ฝ่ายตรงกันข้ามกับสหรัฐ (คอมมิวนิสต์) อาจใช้กัญชาเป็น ตัวมอมเมาพลเมืองสหรัฐ เพื่อให้สหัฐอ่อนแอ ทำให้ผมคิดต่อว่า เขาคิดอย่างนี้ได้ ก็เพราะมีเรื่องราวใน ประวัติศาสตร์ ที่อังกฤษใช้ฝิ่นมอมเมาคนจีน โค่นล้มความเป็นมหาอำนาจของจีน และแสวงประโยชน์ ทางการค้าของตน ใน Opium War ท่านที่ต้องการเรียนรู้เรื่องสงครามฝิ่น หากมีโอกาสไปเชียงราย โปรดไปชม หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

บทความระบุคุณประโยชน์ของกัญชาต่อสมองมนุษย์ ที่พิสูจน์จากผลการวิจัย ว่า ได้แก่ (๑) ลดความ เจ็บปวดเรื้อรัง (๒) รักษาโรค multiple sclerosis โดยใช้สารสะกัดจากกัญชา ๒ ชนิด (THC & TBD) พ่นเข้า ช่องปาก (๓) ใช้รักษาโรคลมชัก แต่ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น เขาไม่สรุปรวมผลงานวิจัยบางรายงาน ที่บอกว่า กัญชาทำให้ก้อนมะเร็งบางชนิดมีขนาดเล็กลงได้ จะเห็นว่า นักเขียนบทความที่ดีเขาจะระมัดระวังไม่ด่วนสรุป

ผลด้านลบ ๓ ประการที่เขาสรุปคือ (๑) ผลยับยั้งพัฒนาการของสมองที่กำลังเติบโต (๒) มีผลต่อโรคจิต การใช้ในคนอายุน้อย ทำให้อาการของโรคจิตเกิดเร็วขึ้น (๓) เสพติดในร้อยละ ๙ ของคนลองสูบ แต่หากคน ที่ลองเป็นวัยรุ่น โอกาสติด ๑ ใน ๖


การวิจัยกัญชา มีคุณค่าทางวิชาการ ช่วยให้เกิดความเข้าใจระบบสมองส่วนที่เรียกว่า The Cannabinoid System ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่นำไปสู่ทั้งผลดี และผลร้ายของกัญชา

สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาท ๘๖,๐๐๐ ล้านเซลล์ ที่ติดต่อกันด้วยสัญญาณทางไฟฟ้าเคมี ผ่านสารสื่อ ประสาทชนิดต่างๆ ที่ตัวสำคัญคือ dopamine, serotonin, glutamate, endocannabinoids แล้วจึงส่งสัญญาณ ไปยังร่างกายให้ทำหรือไม่ทำพฤติกรรมต่างๆ

ร่างกายมนุษย์ผลิตสาร endocannabinoids ที่ไปกระตุ้นตัวรับ (endocannabinoids receptors) ในสมอง พืชชนิดเดียวที่ผลิตสารคล้าย endocannabinoids คือกัญชา (ผลิต THC และ CBD – cannabidiol) ในทำนอง เดียวกันกับพืชที่ผลิตสารคล้าย endorphins คือฝิ่น (ผลิต มอร์ฟีน)

endocannabinoids มีฤทธิ์กระตุ้นความหิว (hunger) และความพอใจ (pleasure) endocannabinoids receptors มีกระจายอยู่ทั่วไปในสมอง (แต่กระจายไม่เท่ากันในบางส่วนของสมอง) และทำหน้าที่กระตุ้นสาร สื่อประสาทตัวอื่นๆ

ผลการวิจัยบอกว่าเซลล์ประสาททุกตัวมีพฤติกรรมคล้ายจะสร้าง endocannabinoids หรือมี endocannabinoids receptors แต่หากระบบสื่อสัญญาณนี้ถูกกระตุ้นมากไป จะเกิดพิษร้ายต่อเซลล์สมอง endocannabinoids ทำหน้าที่คล้ายเบรค หรือตัวกำกับความพอดี ไม่ให้สมองถูกกระตุ้นมากเกินไป จึงมีคำว่า “ผู้ปกป้องเซลล์ประสาท” (neuroprotectants) และมีการจดสิทธิบัตรว่า CBD สามารถยับยั้งการทำลาย เซลล์ประสาทในผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ ผลการวิจัยบอกว่า endocannabinoids มีผลยับยั้งการทำลาย เซลล์ประสาทในโรค อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน stroke และการบาดเจ็บทางสมอง

มีรายละเอียดผลการวิจัยลงลึกอย่างมากมาย รวมทั้งการทำความเข้าใจพัฒนาการสมองในวัยรุ่น ที่การเสพกัญชาอาจเข้าไปทำลายความเข้มแข็งของระบบประสาท ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเวลานี้วัยรุ่นตกเป็นเป้าของการค้าและมอมเมายาเสพติดทั้งหลาย จะจงใจหรือไม่ก็ตาม มันมีผลทำลายความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว

บทความวิจารณ์ท่าทีของระดับวงการนโยบายของสหรัฐในอดีต ที่เน้นส่งเสริมการวิจัยพิษร้ายของกัญชา และหวังพึ่งผลวิจัยด้านคุณประโยชน์ของกัญชาจากประเทศอื่น ที่มีการวิจัยพบว่ากัญชามีฤทธิ์ลดขนาดของ มะเร็งสมองชนิด glioblastoma ช่วยรักษาโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Syndrome) แต่เวลานี้ในสหรัฐฯ กำลังมีการวิจัยทดลองใช้กัญชารักษาโรค PTSD, โรค Parkinson, และโรคลมชัก

ผลการวิจัยในหนูของศาสตราจารย์ Yasmin Hurd ได้ผลว่าหนูที่ติดเฮโรอีน เมื่อให้ CBD หนูต้องการ เฮโรอีนน้อยลง นำไปสู่การทดลองใช้ CBD รักษาคนติดเฮโรอีน

สถิติที่น่าตกใจคือ เวลานี้คนอเมริกันร้อยละ ๑๐ และวัยรุ่นร้อยละ ๓๕ ใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (recreational use) ซึ่งผมไม่สนับสนุน ตาม บันทึกนี้

วัยรุ่นไทย จำนวนหนึ่งก็ใช้ยาหลอนประสาทหลากหลายชนิด สมองของคนเหล่านี้โดนทำลายไป แค่ไหนก็ไม่ทราบ นี่คือโจทย์วิจัยของเรา



ท่านที่สนใจจริงๆ มีรายละเอียดในหนังสือ Weed the People : The Future of Legal Marijuana in America หรืออ่านรายละเอียดใน ลิ้งค์นี้ จะได้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Endocannabinoid System มากทีเดียว


วิจารณ์ พานิช

๑ มิ.ย. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย Prof. Vicharn Panich

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/592313

ชีวิตที่พอเพียง : ๑๑๔๐. กัญชาเป็นยา /โดยวิจารณ์ พานิช ๑๔ พ.ย. ๕๓


 ประเทศไทยควรเป็นประเทศที่ผลิตอาหารและยาให้แก่โลกผ่านการเกษตรแผนใหม่ การเกษตรชนิดที่ให้มูลค่าเพิ่มสูง และมีคุณค่าสูงต่อมนุษยชาติ สิ่งที่มีคุณค่าสูงมักจะมีอันตรายสูงตามมา เราสามารถเพิ่มคุณค่าลดอันตรายได้โดยการวิจัยสร้างความรู้ให้สังคมรู้จักใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ลดโทษ และต้องวิจัยและสื่อสารต่อสังคมไทยและต่อโลก เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ผู้คน ให้เห็นว่าข้อตกลงระดับโลกหลายอย่างไม่เป็นธรรม หรือไม่ถูกต้อง สมควรได้รับการแก้ไข 

          ผมเคยเขียนเรื่องกัญชาไว้ที่นี่   บัดนี้นิตยสาร ไทม์ ฉบับวันที่ ๒๒ พ.ย. ๕๓ ลงบทความยาว ๑๐ หน้า เรื่อง How Marijuana Got Mainstreamed   แสดงให้เห็นโอกาสที่ประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็น “แหล่งยารักษาโรคให้แก่โลก”   ไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด

          เรื่องกัญชาเป็นตัวอย่างที่ดี ว่าหากเราสามารถสร้าง “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์” ได้ด้วยตนเอง   เราจะไม่ต้องตามก้นฝรั่ง   ที่ผ่านมาฝรั่งว่าไม่ดีเราก็ว่าไม่ดีตาม ยอมกำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย   บัดนี้ฝรั่งเริ่มรู้จักคุณประโยชน์ของมัน   และรู้จักใช้ในทางที่เป็นประโยชน์   เราน่าจะไหวตัวเร็ว   เพราะนี่คือจุดได้เปรียบของเรา

          ที่จริงฝิ่นก็เป็นยา ฝิ่นเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นสำหรับผลิตมอร์ฟีน สำหรับใช้เป็นยาแก้ปวดที่ราคาถูกและได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต  แต่เราต้องซื้อยาราคาแพงจากต่างประเทศ   ผลิตเองไม่ได้   ทั้งๆ ที่ภาคเหนือของเราเป็นแหล่งที่เหมาะสมยิ่งต่อการปลูกฝิ่น   และเราเคยปลูกมาแล้ว   ทำไมเราไม่สามารถปลูกฝิ่นเพื่อผลิตมอร์ฟีนขายให้แก่โลก ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีง่ายมาก   แต่บริษัทฝรั่งผลิตได้

          เวลานี้โลกเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศ์การมองกัญชา จากจากยาเสพติด สิ่งเลวร้าย เป็นยา (medicine) เป็นสิ่งดีที่ช่วยให้ชีวิตไม่ทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้ปวด

          และสำหรับประเทศไทย แทนที่ผู้ป่วยที่ต้องการใช้กัญชาเป็นเวลานาน เพราะเป็นโรคเรื้อรัง จะต้องซื้อ ควรจะปลูกเองในสวนครัว  ทั้งประเทศน่าจะลดค่าใช้จ่ายด้านยาแก้ปวดได้เป็นพันล้านบาทต่อปี

          โดยต้องมีการวิจัยครบวงจรเพื่อสร้างการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง ใช้มันเป็นทาสเรา ไม่ใช่คนตกเป็นทาสมัน

          อาจต้องวิจัยเพื่อพัฒนากฎหมายขึ้นมาควบคุมการใช้ ไม่ให้มีการใช้ในทางที่ผิด ทำอันตรายแก่ตนเองและผู้อื่น   เราสามารถเริ่มต้นจากการอนุญาตให้ใช้โดยมีการคุมเข้มก่อน อนุญาตให้ใช้เฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์สั่งยาให้ใช้กัญชา และมีคำแนะนำวิธีใช้ที่ชัดเจน รวมทั้งบอกอาการไม่พึงประสงค์ที่จะต้องหยุดยาและไปพบแพทย์   ต่อไปเมื่อสังคมรู้จักควบคุมกันเองได้ดีขึ้นก็ค่อยๆ หย่อนการควบคุมลง

          เป้าหมายอย่างหนึ่งของการวิจัย คือเพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ผู้คนในสังคมเกี่ยวกับกัญชา จากเชิงลบเป็นเชิงบวก ที่มีกติกาและจริยธรรมในการใช้ โดยเราสามารถศึกษาจากประสบการณ์ในประเทศอื่นที่นำหน้าไปแล้ว

          เวลานี้โลกมีความรู้เกี่ยวกับกัญชามากมาย ที่จะนำมาใช้กำหนดวิธีใช้ที่ให้ผลดี ลดผลร้าย เรารู้ว่าในกัญชามีสารออกฤทธิ์ ๑๐๘ ชนิด และมีมากน้อยต่างกันในกัญชาต่างสายพันธุ์จากต่างแหล่งผลิต  รวมทั้งออกฤทธิ์ต่างกันในต่างคน  ผู้ใข้แต่ละคนจึงต้องลองเองว่าได้ผลดีที่ต้องการหรือไม่


          สารออกฤทธิ์สำคัญ ๒ ตัวคือ THC (tetrahydrocannabinol) กับ CBD (cannabidinol)

          ความรู้เรื่องการออกฤทธิ์ของกัญชาต่อคนมีมากมาย   รวมทั้งรู้ว่ามันช่วยลดการอักเสบ ซึ่งอาจมีผลช่วยต่อต้านมะเร็ง   แต่ก็มีผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่าสารออกฤทธิ์ชนิดหนึ่งในกัญชาคือ acetaldehyde มีฤทธิ์ทำลาย ดีเอ็นเอ ทำให้เดาต่อได้ว่าอาจเป็นต้วก่อมะเร็ง

          อาการป่วยที่ใช้กัญชามากที่สุดคือปวดอย่างรุนแรงและเรื้อรัง  ร้อยละ ๙๔ ของการใช้กัญชาเป็นยาในสหรัฐอเมริกา ใช้เพื่อบำบัดอาการปวดรุนแรงนี้

          คนที่ใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องจะติดเพียงร้อยละ ๑๐  ในขณะที่ตัวเลขนี้เท่ากับ ๑๕ ในสุรา และ ๓๒ ในบุหรี่

          เราต้องไม่ลืมว่ากัญชา (ทุกสิ่ง) มีทั้งคุณและโทษ  กัญชามีฤทธิ์ลดความสามารถในการรับรู้ (cognitive impairment)  และมีรายงานว่ามีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคซึมเศร้า และโรคจิตเภท   อาการแทรกซ้อนทางจิตนี้พบบ่อยในผู้ใช้กัญชาที่อายุน้อย สมัยผมเด็กๆ เขาเรียกคนที่สติไม่ดีเมื่อเสพกัญชาว่า "บ้ากัญชา"

          ประเทศไทยควรเป็นประเทศที่ผลิตอาหารและยาให้แก่โลกผ่านการเกษตรแผนใหม่ การเกษตรชนิดที่ให้มูลค่าเพิ่มสูง และมีคุณค่าสูงต่อมนุษยชาติ   สิ่งที่มีคุณค่าสูงมักจะมีอันตรายสูงตามมา   เราสามารถเพิ่มคุณค่าลดอันตรายได้โดยการวิจัยสร้างความรู้ให้สังคมรู้จักใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ลดโทษ   และต้องวิจัยและสื่อสารต่อสังคมไทยและต่อโลก เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ผู้คน   ให้เห็นว่าข้อตกลงระดับโลกหลายอย่างไม่เป็นธรรม หรือไม่ถูกต้อง สมควรได้รับการแก้ไข

          ประเทศไทยควรมีสิทธิ์ผลิตยาแก้ปวดที่มีคุณค่ายิ่งออกจำหน่ายแก่โลก คือฝิ่น (มอร์ฟีน) และกัญชา

วิจารณ์ พานิช
๑๔ พ.ย. ๕๓

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/413497

กัญชารักษาโรค /โดยผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์




กัญชาเป็นพืชประเภทป่านและปอ ซึ่งมีเส้นใยเหนียวมากและครั้งหนึ่งเคยเป็นพืชสำคัญทางการเกษตร เมื่อครั้งกัญชายังเป็นพืชที่ถูกกฎหมายนั้น ในอเมริกาเองสามารถใช้กัญชาชำระภาษีได้!

                สารออกฤทธิ์ของกัญชาอยู่ที่ใบและช่อดอก ชื่อ tetrahydrocannabinol หรือ THC  เป็นสารออกฤทธิ์ทางจิตและประสาท กล่าวกันว่าพระนางเจ้าวิคทอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ทรงเคยใช้สารสกัดจากกัญชารักษาพระอาการปวดก่อนมีประจำเดือน นอกนั้นสารสกัดยังใช้เป็นยารักษาโรคอีกหลายอย่าง และยังพบว่าสารสกัดจากกัญชาใช้บรรเทาอาการผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งทั้งดีและถูก


                จากการศึกษาข้อดีของกัญชา พบว่า การทำสารระเหยจากใบกัญชาแทนที่การเผามัน จะช่วยให้สารออกฤทธิ์ของกัญชาเกิดประสิทธิภาพได้ โดยการหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารพิษที่เกิดจากการสูดดมควันของมัน ผลการศึกษาอาจเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ใช้กัญชาในทางการแพทย์ ผลประโยชน์ที่สำคัญของกัญชา รวมถึงการบรรเทาอาการเจ็บปวดจากหลายๆ โรค ใช้รักษาโรคต้อหิน ใช้กระตุ้นความอยากอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ และใช้เป็นยาแก้อาเจียนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด แต่การสูบกัญชาไม่ใช่วิธีที่ดีของการให้ยานี้เพราะว่ามีผลเสียที่อันตราย เช่นโรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจ นอกจากการสูบแล้ว บางคนยังใช้ใบกัญชามาใช้ในการทำเป็นชาหรือใส่ในเค้กเพื่อการบริโภค แต่นั่นหมายความว่าสารสำคัญของมันจะถูกเมตาบอไลท์โดยตับมากกว่าที่จะผ่านเข้าไปในกระแสเลือดโดยตรงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง วิธีการอื่นๆ ได้เน้นไปที่ การสกัดส่วนประกอบสำคัญเช่น tetrahydrocannabinol หรือ THC และให้โดยตรงโดยทำให้อยู่ในรูปของยาเม็ดหรือสเปรย์ฉีดพ่นเข้าทางปาก

    อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายคิดว่าการสกัดแยกเอาส่วนประกอบออกมาจะไม่มีฤทธิ์ในทางรักษาได้เท่ากับการใช้พืชทั้งต้นและมันก็เป็นการยากที่จะกำหนดปริมาณยาที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้ด้วยการให้กินยาเม็ด Donald Abrams จาก University of California ซานฟรานซิสโก และทีมของเขาได้ตัดสินใจที่จะทำการศึกษาผลดีของเครื่อง ‘Volcano’ ที่ใช้ทำให้สารระเหยเป็นไอ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เครื่องมือนี้จะทำการให้ความร้อนใบกัญชาที่อุณหภูมิระหว่าง 180-200 องศาเซลเซียส ดังนั้นสาร THC จึงระเหยออกจากน้ำมันบนพื้นผิวของใบที่ยังไม่เกิดกระบวนการเผาใหม่ การศึกษาก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นถึง อันตรายของสารพิษที่ถูกปล่อยออกมาขณะที่มีการสูบกัญชา เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอ๊อกไซม์ (carbon monoxide), เบนซีน (benzene) และสารที่เป็นต้นกำเนิดของสารพวก polycyclic aromatic hydrocarbons หรือที่เรียกว่าสารก่อมะเร็ง (carcinogens) สารเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าใช้เครื่องมือดังกล่าว

                สเปนพบสารออกฤทธิ์ในกัญชา ต้านเซลล์มะเร็งในสมองได้ ถึงจะเป็นพืชอันตราย ที่ทำให้ผู้เสพเกิดอาการประสาทหลอน แต่นักวิทย์สเปนกลับพบว่า สารสำคัญในกัญชามีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในสมองได้ดี โดยกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง อนาคตหวังพัฒนายาต้านมะเร็งจากพืชยาเสพติดชนิดดังกล่าว


         กิลเลอร์โม เวลาสโก (Guillermo Velasco) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอมพลูเทนส์ (Complutense University) ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน และคณะ ค้นพบว่า สารสำคัญในกัญชา (marijuana) มีฤทธิ์ยังยั้งเซลล์มะเร็งสมองได้ ทำให้นักวิจัยมีความหวังในการพัฒนายาต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในอนาคต ซึ่งเอเอฟพีรายงานว่า นักวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานดังกล่าวในวารสาร เจอร์นัล ออฟ คลินิคัล อินเวสติเกชัน (Journal of Clinical Investigation) ของสหรัฐฯ ฉบับเดือนเมษายน 2552

                ทีมนักวิจัยทดลองฉีดสารเตตระไฮโดรแคนนาบินอล หรือ ทีเอชซี (tetrahydrocannabinol: THC) ที่สกัดได้จากกัญชาแก่หนูทดลองที่เป็นมะเร็งในสมองชนิดเดียวกับในคน โดย ฉีดทีเอชซีเข้าไปในสมองบริเวณใกล้กับที่มีเซลล์มะเร็ง พบว่ากลุ่มเซลล์มะเร็งบริเวณดังกล่าวค่อยๆลดลง ทั้งนี้เพราะทีเอชซีไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้เกิดกระบวนการทำลายตัวเอง (autophagy)

         จากนั้นได้ทดลองในระดับคลินิกกับผู้ป่วยอาสาสมัครจำนวน 2 ราย ที่เป็นเนื้องอกในสมองขั้นรุนแรง โดยการให้สารทีเอชซีเข้าไปในสมองโดยตรง และ เมื่อตรวจชิ้นเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวเปรียบเทียบกันก่อนและหลังที่ผู้ ป่วยจะได้รับทีเอชซี ซึ่งพบว่ามีการทำลายเซลล์เนื้องอกเพิ่มมากขึ้นตามคาด ขณะเดียวกันไม่พบผลข้างเคียงใดๆจากการรักษาเลย จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยายับยั้งการเจริญของเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งได้ในอนาคต

         ทั้งนี้ กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และในประเทศไทยไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ในหลายประเทศให้ความสนใจศึกษาสารสำคัญในกัญชาเพื่อ ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต่อร่างกายและประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยตั้งแต่อดีตเรื่อยมาก็พบว่ากัญชาสามารถใช้เป็นยาในการ บำบัดรักษาอาการป่วยในบางโรคได้


         เช่น ลดการอาเจียนระหว่างรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด, ลดการปวดอักเสบในโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย และลดการปวดและเกร็งที่เป็นผลมาจากเส้นประสาทถูกทำลาย (เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกัญชา, ภญ.ธีรธร มโนธรรม กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 12 ตุลาคม 2549)

         อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังมีการลักลอบปลูกและใช้กัญชาอย่างผิดกฎหมายในหลายพื้นที่รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

สารสำคัญในกัญชาที่ใช้ทางการแพทย์

                นอกจากการนำพืชกัญชามาใช้เป็นยา ปัจจุบันมีการพัฒนายามาจากพืช เช่นสกัดออกมา หรือสังเคราะห์ทางเคมีให้มีโครงสร้างเช่นเดียวกับสาร cannabinoid ตัวอย่างเช่น

                1. มารินอล (marinal ) เป็นสารสังเคราะห์ dronabinol หรือ delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) อยู่ในรูปยาเม็ด มีข้อบ่งใช้ ต้านการอาเจียน กระตุ้นความอยากอาหาร ใช้ป้องกันคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง ใช้ในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล และยังใช้เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์ มีจำหน่ายในรูปยารับประทานเป็นเม็ดแคปซูลอ่อนกลมทั้งในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เป็นยาที่ให้จ่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น

                2. ซีซาเมท (Cesamet ) ตัวยาสำคัญได้แก่ นาบิโลน (nabilone) ซึ่งเป็นอนาล็อกของสาร THC ใช้ป้องกันคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง ใช้ในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล เป็นยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น การสั่งจ่ายไม่สามารถ เพิ่มจำนวนยาเข้าในใบสั่งเดิมได้ ต้องได้ใบใหม่จากแพทย์ทุกครั้ง มีจำหน่ายในรูปยารับประทานเป็นเม็ดแคปซูล ไม่มีจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา มีแต่ในแคนาดา

                3. ซาติเวกซ์ (sativex) สกัดจากพืชกัญชาที่ถอดแบบทางพันธุกรรม (cloning) แล้วทำในรูปสเปรย์ เป็นสารสกัดประกอบด้วย tetrahydrocannabinol และ cannabidial เป็นส่วนประกอบหลัก ให้ยาโดยสเปรย์เข้าไปในปาก ใต้ลิ้น แทนการสูบ สามารถลดการปวดประสาท และอาการนอนไม่หลับ และรักษาอาการปวดเส้นประสาทอย่างรุนแรง บริษัทไบเออร์ (Bayer) ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการวางตลาดในสหราชอาณาจักร จะขยายไปสู่ประเทศต่างๆในยุโรป และประเทศในเครือ เช่น แคนาดา แต่พบว่ามีความล่าช้าในการรับรองในสหราชอาณาจักร แคนาดาจึงเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรอง มีประมาณการว่า 10-30 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยในยุโรป สูบกัญชาเพื่อลดอาการปวดและอาการอื่นที่เกิดจากโรค


                เมื่อเรามีข้อมูลเพียงพอก็อาจมีการผลักดันให้มีการอนุญาตให้ปลูกพืชชนิดที่ไม่มีสารออกฤทธิ์อันตรายต่อคนเพื่อใช้ประโยชน์มากมายทั้งในเรื่องการรักษาโรค และในอุตสาหกรรม ปัญหาอาจอยู่ที่ความยากลำบากในการแยกพืชที่มีสารออกฤทธิ์และพืชที่ไม่มีสารออกฤทธิ์ เพราะอาจมีบุคคลปลูกพืชต้องห้ามลงไปในแปลงเดียวกันและเก็บเกี่ยวไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ถ้าเราสามารถควบคุมเรื่องนี้ได้ กัญชาก็อาจเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ไม่เพียงผ่อนคลายความยากจนของเกษตรกรเท่านั้น ยังช่วยส่งเสริมผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดมลภาวะ อันกำลังเป็นตัวสำคัญในการทำลายมนุษยชาติในอนาคตอีกด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย wanwimon.mee

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/474420

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

คุยกับหมอรักษามะเร็ง เรื่อง กัญชารักษามะเร็ง


เราทุกคนคงรู้จักกัญชา (Cannabis หรือ Marijuana) กันดี เพราะเป็นยาเสพติดประเภทหนึ่ง ที่มีคนสูบสูงที่สุดในโลก คือประมาณ 0.6% ของประชากรทั่วโลกต่อวัน

กัญชา จัดเป็นยาเสพติดที่มีโทษต่ำสุดในกลุ่มยาเสพติดทุกประเภท กัญชาได้มาจากพืชประจำถิ่นในเขตร้อนทั่วโลก เป็นพืชตระกูล Cannabis ทั้งนี้สารที่ออกฤทธิ์ เป็นยาเสพติด อยู่ในกลุ่มสารที่มีชื่อว่า Cannabinoids ซึ่งประกอบด้วยสารเสพติดมากมายหลายชนิด ประมาณ 50 ชนิดขึ้นไป แต่ตัวที่มีฤทธิ์แรงที่สุด และนำมาผลิตเป็นยาเม็ด คือ Delta-9-tertrahydrocannabinol ที่ย่อว่า THC/ทีเอชซี

กัญชา ออกฤทธิ์ทั้งกดและกระตุ้นระบบประสาทไปพร้อมกัน ส่งผลให้มีอารมณ์ดี รื่นเริง ดื่มด่ำ อยากอาหาร นอนหลับ แต่ถ้าเสพต่อเนื่อง หรือในปริมาณสูงจะส่งผลให้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย สับสน ประสาทหลอน สมาธิสั้น ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถประกอบการงานอาชีพได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนั้นยังมีผลให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตต่ำ อาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ แต่ผลต่อการเกิดโรคปอดยังไม่มีรายงานชัดเจน ดังนั้น จึงห้ามใช้/เสพกัญชาในหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผลต่อทารกในครรภ์

กัญชาในธรรมชาติ ใช้ได้ทั้งจากใบ ลำต้น และดอก ในรูปแบบของ การสูบ การกิน/ดื่มคล้ายชา
ในทางการแพทย์โรคมะเร็ง กัญชาในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่รุนแรงที่เกิดจากตัวโรคมะเร็งเอง และ/หรือจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยบางคนที่ใช้ยาแก้คลื่นไส้ไม่ได้ผล นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นการอยากอาหารของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ขาดอาหารจากไม่อยากกินอาหาร กินอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งทางการแพทย์นำมาใช้โดยผลิตในอุตสาหกรรมยา ในรูปแบบยากิน/ยาเม็ด ยาสเปรย์ และน้ำมันนวด/ทา/ยาใช้ภายนอก

อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาในการรักษาโรคมะเร็ง ในประเทศไทย และเกือบทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกา บางรัฐยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังไม่อนุมัติการใช้กัญชาในการรักษาโรคต่างๆรวมถึงในโรคมะเร็ง แต่ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีกฎหมายอนุญาตใช้กัญชารักษาประคับประคองอาการผู้ป่วยโรคมะเร็งได้กรณีใช้ยาอื่นๆไม่ได้ผลได้ แต่ต้องใช้โดยแพทย์สั่งเท่านั้น

ในด้านที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นอกจากที่นำมากัญชามาใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งดังกล่าวแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า กัญชา อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ เพราะประกอบด้วยสารก่อมะเร็งหลายชนิดคล้ายในบุหรี่ รวมทั้งการเสพกัญชาเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำลง ดังนั้นกัญชา จึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งของอวัยวะในระบบศีรษะและลำคอได้เช่นเดียวกับบุหรี่

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม กัญชาอาจกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของสัตว์ดีขึ้น ทั้งนี้การศึกษาทางการแพทย์ในเรื่องของกัญชาในการเป็นสาเหตุ หรือในการรักษาอาการผิดปกติต่างๆ จำกัดมาก จึงไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งในด้านสนับสนุน และด้านคัดค้าน และเป็นเรื่องยากที่จะได้คำตอบในเร็ววัน

สรุป

-ปัจจุบัน การใช้กัญชาทางการแพทย์ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมทั้งในประเทศไทย ยกเว้นบางรัฐในสหรัฐอเมริกา และในแคนาดา

-ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ในการบำบัดรักษาเพื่อการรักษาประคับประคองตามอาการในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

-การเสพกัญชาต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอได้