วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กัญชา กับการทำสมาธิ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน

 ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้กัญชาเพื่อดำรงชีพอยู่ในทุกวัน  ทุกๆ วันไม่มากก็น้อย ผมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมุนไพรชนิดนี้  วันนี้ผมเพิ่งเริ่มหัดเขียนโดยตนเองวันแรก และอยากแชร์ประสบการณ์การใช้กัญชา  เพื่อการทำสมาธิ ในแนวทางของเราเอง

  1. เป็นที่ที่สงบเงียบอยู่ในผวังตนเอง

  2. มีความคิดฝันมากมาย วิ่งวนอยู่ในจินตนาการเมื่อเราหลับตาลง

 3. ทำสมาธิแต่ละครั้งประมาณ 15 นาที  แต่ถ้าคุณอาจสนใจ เมื่อคุณสามารถ รวบรวมลมหายใจเข้าออก และสติให้เป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว  จดจ่ออยู่ประมาณ 12 นาที จะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป  เสมือนตนเองกำลังพองขึ้น เห็นแสงสว่าง หรือรู้สึกตัวเบา นั่นคือ ปิติ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

 ไม่ตาม  ไม่ยึดติด  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป

ผมเชื่อว่า  ร่างกายของเรา  คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา แต่ไม่มีอยู่จริง  มันเป็นแค่รูปในช่วงเวลาหนึ่ง  สติเราจะควบคุมจิต และ จิตคือสิ่งสำคัญ ที่มนุษย์เราควรปลดแอกออกจาก ร่างกายอันเน่าเปื่อยนี้





 

ฟังเพลงกัญครับ คืนสู่ธรรมชาติ /น้าจ๊อบ บรรจบ พลอินทร์

 

เนื้อเพลง คืนสู่ธรรมชาติ  น้าจ๊อบ

ป่าเขาลำเนาไพรกว้างใหญ่สุดสายตา
แลฟ้าจรดน้ำนิ่งนานนับว่าสุดคณา
น้ำฟ้าป่าเขาวงจรสัมพันธ์เชื่อมโยง


     ** เมียงมองป่าเขา มองมาน้ำฟ้า
มีใครบ้างไหม ใหญ่อยู่ค้ำฟ้า
อย่ามาท้าทายธรรมชาติ..


     *** ชีวิตสัมพันธ์สำคัญสร้างสรรค์สดใส
ร่วมจิตร่วมใจร่วมให้พลังคืนธรรมชาติ
อย่าเห็นแก่ตนอย่าเห็นแก่คนที่มีอำนาจ
มีใจสร้างชาติสร้างธรรมชาติคืนมา


     **** เมียงมองป่าเขา มองมาน้ำฟ้า
มีใครบ้างไหม ใหญ่อยู่ค้ำฟ้า
อย่ามาทำลายธรรมชาติ..


     ***** อิกคนหนึ่งขุดอิกคนหนึ่งตัด นะมันจะเหลืออะไร
อิกคนหนึ่งไปอิกคนหนึ่งมาหน้าเดิมเดิม
อะนโยบายไม่เคยเปลี่ยนมีแต่เอาเพิ่ม
หยุดคิดหยุดเติมเอาแต่ฝ่ายตน ฮู้...เร่


( *,***,**,****,***** )

ทำไมไม่ลองยอมผ่อนปรนให้คนเสพกัญชาดูบ้าง /โดยชวนพิศ ซุ่มวัฒนะ



คนที่เล่น facebook หรือเข้าไปดูข่าวผ่านทางอินเตอร์เน็ททุกวันนี้จะเห็นหัวข้อเกี่ยวกับกัญชาได้เกือบทุกวัน มีสื่อของกลุ่มหรือองค์กรเอกชนหลายสถาบันที่นำเสนอข้อมูลหรือข่าวสารเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ถอนชื่อกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดผิดกฎหมาย เช่น Transformdrugs, NORML.org, The Guardian หรือสื่อออนไลน์ของไทย เป็นต้น ส่วนใหญ่มักจะพาดหัวข่าวโดยใช้คำว่า legalize กัญชา คือทำให้กัญชาไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประเทศที่มีการเรียกร้องเช่นนี้เกือบทั้งหมด
เป็นชาติตะวันตกที่มักจะกล่าวถึงกันว่าเป็นชาติเสรีประชาธิปไตย ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ และด้วยรูปแบบต่างๆ กันอย่างเต็มที่ วันที่ 20 เมษายน ของทุกปี ในหลายๆ ประเทศจะเห็นกลุ่มที่เรียกร้องสิทธิในการเสพกัญชาพร้อมใจกันจัดกิจกรรมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา

แนวคิดที่เสนอในบทความนี้ไม่ใช่การเสนอให้ทำกัญชาให้ถูกกฎหมาย (legalization) ถึงแม้ว่าต่อไปหากระบบการควบคุมใบสั่งยาและการซื้อ-ขายยาเพื่อใช้ในทางการแพทย์
ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพขึ้น อาจมีการพิจารณาให้สามารถใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์โดยถูกกฎหมายได้ แต่เอกสารนี้เป็นการเสนอแนวคิดเพื่อเตรียมคำตอบในเรื่องการลดทอนการเป็นความผิดอาญา (decriminalization) และการยกเว้นโทษอาญา (depenalization) ที่เกี่ยวข้องกับการเสพกัญชาเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุม ผู้เสพ การเสพ การครอบครองเพื่อเสพ การจำหน่ายเพื่อเสพเฉพาะบุคคล (รายย่อย) และการซื้อ-ขาย-ครอบครอง กัญชาของผู้ให้บริการกัญชาที่ได้รับอนุญาต และอาจรวมถึงการผลิตกัญชาเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ให้บริการกัญชาที่ได้รับอนุญาต บนสมมติฐานว่าประเทศไทยอาจจะยอมให้มีการเสพ และจำหน่ายกัญชาเพื่อเสพ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะคือมีการจำกัดอายุขั้นต่ำที่ 20 ปี ที่เสพกัญชาเป็นครั้งคราวเพื่อความบันเทิง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยกำหนดนโยบายและมาตรการด้านยาเสพติดของประเทศจำเป็นต้องเตรียมหารูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมในเรื่องนี้

การเปลี่ยนแปลงนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับกัญชาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

บทเรียนของกระบวนการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อการเสพกัญชาในกรุงออตตาวา เมืองหลวงของประเทศแคนาดา สรุปได้ดังนี้ (แปลมาจาก  Short timeline about marijuana in Canada ใน The Canadian Press สืบค้นจาก http://metronews.ca/news/canada/987736/short-timeline-about-marijuana-in-canada/ และหัวข้อ การลดถอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชาในแคนาดา (Decriminalization of Marijuana in Canada, update:05/26/03 สืบค้นจาก http://canadaonline.about.com/library/issues/blimj.htm


  • ปี 1922 (พ.ศ. 2465) นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี Emily Murphy ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “เทียนดำ” (The Black Candle) ซึ่งบรรยายว่ากัญชาทำให้ผู้ใช้กลายเป็นฆาตกรคลั่ง (homicide maniac)
  • ปี 1923 (พ.ศ. 2466) รัฐบาลแคนาดาเพิ่มกัญชาเข้าไปในบัญชีแนบท้ายกฎหมายควบคุมฝิ่นและยาเสพติด (Opium and Narcotic Control Act)
  • ปี 1969 (พ.ศ. 2512) รัฐบาลแคนาดาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้ยาที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์การแพทย์ (Commission of Inquiry into the Non-Medical Use of Drugs) หรือที่รู้จักกันในชื่อคณะกรรมาธิการ  Le Dain ตามชื่อประธาน Gerald Le Dain
  • ปี 1972 (พ.ศ. 2515) คณะกรรมาธิการได้เสนอให้ลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) กรณีครอบครองกัญชาและปลูกกัญชาเพื่อเสพเอง (หมายความว่าคณะกรรมาธิการ Le Dain ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้ 3 ปี – ผู้เขียน)
  • ปี 1976 (พ.ศ. 2519) ประเทศเนเธอร์แลนด์ดำเนินการลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) ของกัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปี 1977 (พ.ศ. 2520) นายกรัฐมนตรี ปิแอร์ ทรูโด พูดกับนักศึกษากลุ่มหนึ่งว่า ถ้าพวกคุณมีบุหรี่ยัดไส้กัญชา 1 มวนแล้วสูบเองเพื่อความบันเทิงส่วนตัวก็ไม่น่าจะต้องมีใครมาวุ่นวาย
  • ปี 1978 (พ.ศ. 2521) รัฐนิวเม็กซิโกออกกฎหมายยอมรับคุณค่าทางการแพทย์ของกัญชาเป็นครั้งแรก
  • ปี 1996 (พ.ศ. 2539) รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกที่ให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์ถูกกฎหมาย (legalize)
  • ปี 1997 (พ.ศ. 2540) แคนาดาเพิ่มกัญชาในบัญชีภายใต้กฎหมายยาและสารที่ถูกควบคุม (Controlled Drugs and Substances Act - CDSA) มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม
  • ปี 1999 (พ.ศ. 2542) ผู้ป่วยชาวแคนาดา 2 คน ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางให้สูบกัญชาได้
  • ปี 2000 (พ.ศ. 2543) ศาลตัดสินว่าประชาชนแคนาดามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค และปีเดียวกันนี้คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเรื่องยาที่ผิดกฎหมาย (Senate Committee on Illegal Drugs) เปิดเผยตัวเลขชาวแคนาดาที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองกัญชาว่ามีมากกว่า 30,000 ราย
  • ปี 2001 (พ.ศ. 2544) มีการออกระเบียบการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์ของแคนาดา (Canadian Medical Marihuana Access Regulations) อนุญาตให้บุคคลที่ติดเชื้อ HIV/AIDS และโรคอื่นๆ เข้าถึงกัญชาได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ป่วยที่ได้รับอนุญาตแล้วสามารถปลูกกัญชาเองหรือไปรับมาจากผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตหรือจากสาธารณสุขแคนาดา (Health Canada)
  • ปี 2012 (พ.ศ. 2555) มีการลงประชามติในรัฐโคโลราโด้และรัฐวอชิงตันให้มีกฎหมายยอมให้มีการใช้กัญชาปริมาณเล็กน้อยเพื่อความบันเทิง (legalize recreational use of small amounts of marihuana)
  • ปี 2013 (พ.ศ. 2556) มีระเบียบใหม่เปลี่ยนกฎการเข้าถึงกัญชาในทางการแพทย์ของแคนาดาเป็น การออกใบอนุญาตให้ผู้ที่ปลูกเชิงพาณิชย์เพื่อการจำหน่ายแทนการให้ปลูกในบ้าน มีคนประมาณ 37,800 คนที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองกัญชาภายใต้โครงการนี้ของรัฐบาลกลาง เพิ่มขึ้นจากที่มีไม่ถึง 100 คน ในปี 2001
  • ปี 2014 (พ.ศ. 2557) ผู้ป่วยและผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตตามระเบียบฉบับเดิมต้องทำลายกัญชาและเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ แต่ศาลของรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งชั่วคราวอนุญาตให้ใช้กัญชาที่ปลูกเองในบ้านเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อไปได้จนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่นำระเบียบใหม่ไปใช้บังคับ
แคนาดาออนไลน์ให้เหตุผลในการเรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดายกเลิกการจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายว่าการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ และผู้ต้องโทษในความผิดฐานครอบครองกัญชาส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกจำคุกแต่ต้องมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไป

เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุค millennium รัฐสภาแคนาดาได้ตั้งคณะกรรมาธิการ 2 คณะเพื่อตรวจสอบนโยบายและกฎหมายยาเสพติดของแคนาดาและได้ข้อสรุปดังนี้

  1. คณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาว่าด้วยเรื่องยาที่ผิดกฎหมายได้ทบทวนนโยบายยาเสพติดของแคนาดาและกฎหมายในขณะนั้นแล้วออกรายงานเมื่อเดือนกันยายน 2002 ว่า กัญชาไม่ใช่ gateway drug หรือยาตัวแรกที่นำไปสู่การใช้ยาอื่นๆ และควรจัดให้กัญชาอยู่ในสถานะเดียวกับยาสูบหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าให้เป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย
  2. คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) ว่าด้วยการใช้ยาเสพติดที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ศึกษายุทธศาสตร์ด้านยาเสพติดโดยรวมของแคนาดาและออกรายงานในเดือนธันวาคม 2002 ว่า ถึงแม้ว่ากัญชาจะไม่ดีต่อสุขภาพแต่โทษทางอาญาสำหรับความผิดฐานครอบครองและใช้กัญชาปริมาณเล็กน้อยมีโทษรุนแรงไม่เหมาะสมกับความผิด และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหายุทธศาสตร์ในการลดทอนความเป็นความผิดอาญา (decriminalization) สำหรับการครอบครองและปลูกกัญชาปริมาณไม่เกิน 30 กรัม (ประมาณ 1 ออนซ์) เพื่อใช้เอง

เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ความเห็นเช่นนี้ต้องมีทั้งผู้สนับสนุน และเสียงคัดค้าน

          ฝ่ายสนับสนุนก็มีทั้งที่ต้องการให้กัญชาถูกกฎหมาย (legalize) ไปเลย เช่น กลุ่ม Marijuana Party of Canada ที่เสนอว่ามีทางเลือกเดียวคือการครอบครองและการใช้กัญชาต้องเป็นเรื่องถูกกฎหมายเต็มที่ (full legalization) เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในแคนาดา แต่มีความเห็นสนับสนุนที่น่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การลดทอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชา (decriminalization of marijuana) โดยยกเหตุผลต่างๆ รวมทั้งประเด็นดังต่อไปนี้

  • บทลงโทษในปัจจุบันแรงเกินไป
  • ทรัพยากรส่วนใหญ่เน้นไปในด้านการปราบปรามทั้งๆ ที่สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าในด้านสาธารณสุขและให้การศึกษาเรื่องการใช้และการเสพติดกัญชา สมาคมแพทย์แคนาดาได้ตอบสนองต่อรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการใช้ยาเสพติดที่มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ว่า การลดทอนความเป็นความผิดอาญาสำหรับการครอบครองกัญชาในปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้เองควรจะ “ผูกอยู่กับยุทธศาสตร์ด้านยาเสพติดของชาติที่ส่งเสริมความตระหนักและการป้องกันและการจัดบริการบำบัดรักษาที่ครอบคลุมครบถ้วน”
  • ผู้ที่ต้องคำพิพากษาในความผิดฐานครอบครองกัญชาส่วนใหญ่ไม่ต้องรับโทษจำคุก แต่มีประวัติอาชญากรติดตัว ทำให้หางานทำได้ยากและมีปัญหาในการเดินทางไปต่างประเทศ

ฝ่ายที่คัดค้านอ้างเหตุผลดังนี้


  • การใช้ยาจะเพิ่มขึ้นหากมีการเปลี่ยนให้ยาเสพติดผิดกฎหมายกลับมาถูกกฎหมาย
  • กัญชาเป็นยาเสพติดที่นำไปสู่การใช้ยาที่มีฤทธิ์เสพติดรุนแรงขึ้น (gateway to harder drugs)
  • การลดทอนความเป็นความผิดอาญาของกัญชาเป็นการส่งข่าวสารที่ขัดแย้ง (conflicting message) ไปยังเยาวชน
  • เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาแสดงความเป็นห่วงว่า หากแคนาดาผ่อนปรนกฎหมายเรื่องกัญชาจะมีความเป็นไปได้ที่กัญชาจะข้ามพรมแดนทางใต้ของแคนาดาเข้าสู่อเมริกามากขึ้นทำให้การรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนทำได้ยากขึ้น
  • เมื่อเดือนกรกฎาคม 2002 John Walter ผู้อำนวยการฝ่ายกำหนดนโยบายยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวในที่ประชุมของ College on Problems of  Drug Dependence ที่เมือง ควีเบ็ค ของแคนาดาว่า กัญชาเป็นยาเสพติดที่มีการใช้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกาและอัตราการเสพติดสูงขึ้นในหลายๆ ปีที่ผ่านมา


     ถึงแม้ว่าข้อมูลข้างต้นจะเป็นเรื่องที่พูดกันในแคนาดามาตั้งสิบกว่าปีแล้ว แต่หลายๆ ประเด็นก็ยังเป็นเรื่องที่พูดกันอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม The Guardian ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2014 คือปี พ.ศ. 2557 ได้ตีพิมพ์บทความของ Sarah Boseley บรรณธิการด้านสุขภาพ สรุปได้ว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายถึงจะก้าวหน้าช้า แต่เป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้แล้วในโลกตะวันตกซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าเป็นผลมาจากที่มีสองมลรัฐในสหรัฐอเมริกาคือ โคโลราโดและวอชิงตัน ยกเลิกการห้ามเสพกัญชา นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่หลายเมืองใหญ่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เช่น กรุงอัมสเตอร์ดัม กรุงเฮก เมืองมาสตริทช์ ซึ่งมีชื่อมานานเรื่องการมีร้านกาแฟ (coffee shop) ที่ได้รับอนุญาตให้ขายกัญชา หรือในเวทีประชุมของนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญหลายครั้งที่มีการพูดถึงการยกเลิกการห้ามเสพกัญชาและพูดถึงอนุสัญญาของ
องค์การสหประชาชาติอย่างท้าทาย อนุสัญญาซึ่งครั้งหนึ่งมีสหรัฐอเมริกาคอยทำหน้าที่เป็นตำรวจโลกตรวจตราการปฏิบัติของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในอนุสัญญา แต่ปัจจุบันหลายประเทศที่เห็นชัดคือเนเธอร์แลนด์และสเปนได้มองข้ามกฎระเบียบตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา อย่างน้อยที่สุดก็มีสองรัฐ แล้วที่ไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้ และคงจะมีทยอยตามมาอีกหลายรัฐ

          คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติดของประเทศส่วนใหญ่ในโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับยาเสพติด หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยก็มีการประกาศสงครามกับยาเสพติดบ้าง โดยมีรายละเอียดวิธีปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่ไม่มีใครอยู่ในภาวะสงครามได้ตลอดไป ยิ่งมีสงครามนานเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งพอกพูนขึ้น การประกาศสงครามกับยาเสพติดของสหรัฐอเมริกาเป็นการประกาศเชิงนโยบายและมีเป้าหมายที่ผู้ค้าเท่านั้น

    ในส่วนของผู้เสพ ผู้ติดในอเมริกามีระบบประกันสุขภาพ ประกันสังคม สวัสดิการสังคม องค์กรการกุศล เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานด้านบำบัดรักษา ดูแลทั้งด้านสุขภาพ และสังคม เมื่อมี 2 รัฐที่ออกนโยบายและกฎหมายเฉพาะของมลรัฐตามเสียงประชามติของประชาชนโดยไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลกลาง นอกจากสองรัฐนี้แล้ว ยังมีรัฐอื่นๆ ที่ได้มีการทำประชามติไปบ้างแล้ว

   ตัวอย่างจากสองรัฐนี้ทำให้กลุ่มที่เรียกร้องให้ยอมผ่อนปรนในเรื่องกัญชามีกำลังใจและมีเหตุผลในการเรียกร้องให้รัฐของตนยอมตามบ้าง สถานการณ์ในปัจจุบันส่อเข้าว่าอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อนโยบายยาเสพติดและบทบาทในฐานะผู้คุ้มกฎของอนุสัญญาแห่งสหปประชาชาติเรื่องยาและสารเสพติดกำลังถูกท้าทายทั้งจากภายในประเทศและจากภายนอกประเทศ

ในขณะที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่ประกาศนโยบายสงครามกับยาเสพติดกำลังมีเสียงเรียกร้องจากภายในประเทศให้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เหตุผลส่วนใหญ่ที่มีการยกขึ้นมาคือเรื่องความสูญเปล่า เป็นช่องทางให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่งเสริมการใช้ความรุนแรง เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เป็นต้น

ประเทศอังกฤษซึ่งพยายามตีคู่มากับสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำทางความคิดในโลกปัจจุบันได้ระดมความเห็นจากบรรดาสุดยอดหัวกระทิระดับโลก เช่น นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 5 คน นายจอร์จ ชุลต์ส อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกา นายนิค เคล็ก รองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นต้น เกี่ยวกับเรื่องความคุ้มค่าของสงครามยาเสพติด สรุปได้ว่ายุทธศาสตร์สงครามกับยาเสพติดนี้สร้างผลลัพธ์ทางลบและผลพวงที่เป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง (enormous negative outcomes and collateral damage) ซึ่งรวมถึงการกักขังควบคุมตัวคนจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา (เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอื่น- ผู้เขียน) และนโยบายปราบปรามรุนแรงในเอเชีย การคอรัปชั่นอย่างกว้างขวางและการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองในอัฟกานิสถานและอัฟริกาตะวันตก ตลอดจนเหตุการณ์ความรุนแรงใหญ่โตในอเมริกาใต้

การแพร่ระบาดของเชื้อเอช ไอ วี ในรัสเซีย ความขาดแคลนยาแก้ปวดทั่วโลกอย่างรุนแรง และการโหมกระพือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบทั่วโลก ความเห็นเชิงวิชาการจาก London School of Economics ยังเสนอต่อไปอีกว่า ยุทธ์ศาสตร์สงครามกับยาเสพติดล้มเหลวตามหลักการของมันเอง เพราะมีหลักฐานแสดงว่าราคายาเสพติดลดลงในขณะที่ความบริสุทธิ์ของยาเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการปราบปรามทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมากมาย จึงไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงจะยังคงต้องจ่ายเงินมากมายไปกับนโยบายลงโทษโดยใช้การปราบปรามเป็นตัวนำแทนที่จะนำมาใช้เพื่อนโยบายด้านสาธารณสุขที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว

    องค์การสหประชาชาติได้ใช้เวลามากเกินไปแล้วในการพยายามบังคับใช้วิธีการปราบปรามแบบเสื้อโหล ถึงเวลาแล้วที่องค์การสหประชาชาติจะต้องแสดงความเป็นผู้นำในการสนับสนุนกรอบการทำงานสากลแบบใหม่บนพื้นฐานของการยอมรับในเบื้องต้นว่านโยบายที่แตกต่างกันใช้ได้กับภูมิภาคและประเทศที่ต่างกัน ยุทธศาสตร์ยาเสพติดใหม่ของโลกควรตั้งอยู่บนหลักการของสาธารณสุข (public health) การลดอันตรายจากการใช้ยา (harm reduction) การลดผลกระทบจากตลาดผผิดกฎหมาย (illicit market impact reduction) ขยายช่องทางการเข้าถึงยาจำเป็น ลดการใช้ยาที่สร้างปัญหา (minimization of problematic consumption) เฝ้าระวังการทดลองใช้ยาอย่างเข้มงวดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และยึดพันธะตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแน่วแน่

          Matthew Feeney นำเสนอความเห็นจาก London School of Economics นี้ทาง http://reason.com/blog เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นี้เอง แต่จากการทำงานในหน่วยงานด้านยาเสพติดของประเทศไทย และได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมและศึกษาดูงานในหลายๆ ประเทศทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่น ผู้เขียนมีความเห็นว่า องค์กรด้านยาเสพติดของสหประชาชาติ คือ United Nations Office on Drugs and Crime - UNODC มองเห็นความเสียหายที่เกิดจากนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดของประเทศต่างๆ เหมือนกัน แต่ไม่ยอมรับออกมาดังๆ อาจจะด้วยความเกรงใจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้เริ่มการประกาศสงครามกับยาเสพติด ที่ในตอนแรกองค์การสหประชาชาติได้แสดงความชื่นชมอย่างเด่นชัดและส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ นำไปเป็นแบบอย่าง

    แต่ด้วยสถานะขององค์การแห่งสันติภาพ สหประชาชาติจึงเพียงแต่พูดถึงยุทธศาตร์ประกาศสงครามกับยาเสพติดในแง่ของเจตนารมณ์ทางการเมือง (political will) และสนับสนุนทางอ้อมโดยการกำหนดคำขวัญเนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดสากลรณรงค์ให้ทุกประเทศกวาดล้างยาเสพติด เช่น Turn On Lights, Turn Off Drugs, หรือ Our Schools, Communities, Workplaces – There’s No Place For Drugs เป็นต้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนข้อมติของผูนำอาเซียนที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเขตปลอดยาเสพติด หรือการสนับสนุนแนวคิด zero tolerance คือไม่ยอมให้มียาเสพติดอยู่เลย แต่ UNODC ไม่เคยพูดให้ชัดลงไปอย่างเป็นทางการถึงการใช้มาตรการปราบปรามว่าต้องทำอย่างไร แต่ไปเน้นมาตรการสนับสนุนต่างๆ เช่น ด้านการข่าว ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ปราบปราม หรือการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด เป็นต้น



ในด้านการบำบัดรักษายาเสพติด เดิม UNODC ก็ส่งเสริมการพัฒนารูปแบบและการให้บริการบำบัดฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ที่ใช้ยาเสพติดเลิกใช้ยา เพิ่งในระยะประมาณ 5 – 6 ปีหลังนี้ที่ UNODC พูดถึงสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเข้ารับการบำบัดโดยเน้นระบบสมัครใจ เรียกร้องให้รัฐบาลของชาติต่างๆ ปิดสถานบำบัดฟื้นที่ที่มีการควบคุมตัว ให้มองว่าการติดยาเสพติดเป็นโรคอย่างหนึ่ง และผู้ใช้ยาเสพติดเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร ที่สำคัญที่สุดคืกการหันมาส่งเสริมการใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (harm reduction) เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ เอช ไอ วี และโรคอื่นๆ ที่ติดต่อผ่านทางโลหิต โดยเฉพาะการสนับสนุนชุดบริการ 10 อย่างซึ่งรวมถึงการให้บริการเข็มและอุปกรณ์การฉีดยาที่สะอาด ซึ่งหมายถึงการยอมรับให้มีการใช้ยาเสพติด เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจาก zero tolerance มาเป็น harm reduction แต่ UNODC ไม่เคยหยิบเรื่องการแก้ไขกฎหมายของประเทศต่างๆ ให้เอื้อต่อการกำหนดยุทธศาสตร์เช่นนี้ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายแต่พยายามผลักดันให้มีการนำแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ หรืออาจจะถึงขั้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศมาใช้เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เจ้าพนักงานใช้ดุลยพินิจในการทำงานจึงเป็นความเสี่ยงให้เกิดการประพฤติมิชอบ การเลือกปฏิบัติ หรือการบังคับกฎหมายโดยไม่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ

จากข้อมูลของ เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 Transform Drugs Policy Foundation ได้เผยแพร่บทความเรื่อง Drug decriminalization in Portugal: setting the record straight เขียนโดย George Murkin ระบุว่ามีประมาณ 25 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกการลงโทษทางอาญากับการครอบครองยาเสพติดบางประเภทหรือทุกประเภทเพื่อใช้เสพเอง

ประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิธีดำเนินการต่อปัญหายาเสพติดที่ทำให้เกิดกระแสการทบทวนแนวคิด โดยนักวิชาการ นักการเมือง และฝ่ายบริหารในประเทศอื่นๆ มากที่สุด รองลงมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ คือประเทศโปรตุเกสซึ่งได้ยกเลิกความผิดอาญาของการครอบครองยาเสพติดทุกประเภทเพื่อการเสพเองตั้งแต่ปี 2001 (พ.ศ. 2544) และเนื่องจากศูนย์เฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของยุโรป (European Monitoring Centre for Drugs and Drug Addiction) ตั้งอยู่ที่นครลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส จึงได้มีการติดตามความเปลี่ยนแปลงของปัญหายาเสพติดหลังจากมีมาตรการดังกล่าว จึงมีหลักฐานเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการยกเลิกการลงโทษทางอาญากับการครอบครองยาเสพติดไม่ทำให้ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างที่กลัวกัน ตรงกันข้ามกลับพบว่าโปรตุเกสมีระดับการใช้ยาเสพติดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป การใช้ยาเสพติดในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) ลดลง ซึ่งวัยนี้เป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเริ่มใช้ยาเสพติด อัตราการใช้ยาเสพติดในรอบปีที่ผ่านมาและเดือนที่ผ่านมาในกลุ่มประชากรทั่วไปลดลง แต่อัตราการเคยใช้ยาเสพติดตลอดชีวิตสูงขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของประเทศใกล้เคียง ในขณะที่อัตราการยังคงใช้ยาลดลง ผลกระทบจากการยกเลิกการเป็นความผิดอาญาของการครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพของประเทศโปรตุเกสในด้านต่างๆ สรุปได้ดังนี้

ด้านสาธารณสุข

ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดในโปรตุเกสจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปมาก แต่ก็ได้ลดลงอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือลดลงจาก 1,016 รายในปี 2001 มาเป็น 56 รายในปี 2012 และจำนวนผู้ป่วยเอดส์ลดลงจาก 568 รายเป็น 38 ราย เช่นเดียวกันกับกรณีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด C และ B ของผู้ป่วยในสถานบำบัดยาเสพติดที่พบว่ามีจำนวนลดลงทั้งๆ ที่มีจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดมากขึ้น การใช้นโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญากรณีครอบครองยาเสพติดปริมาณเล็กน้อยเพื่อใช้เสพเองนี้ ต้องใช้ควบคู่ไปกับการให้การศึกษาและเพิ่มบริการด้านสาธารณสุขจึงได้ผลดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส

ด้านการตาย

ถึงแม้ว่าจะมีรายงานว่าการเสียชีวิตอันเนื่องมาจากยาเสพติดในโปรตุเกสมีจำนวนคงที่หรือเพิ่มมากขึ้น แต่ความจริงแล้วเป็นการรายงานจำนวนที่พบร่องรอยของยาเสพติดในร่างกายของผู้ตายไม่ใช่จำนวนผู้ตายอันเป็นผลมาจากการใช้ยาเสพติด และเป็นข้อมูลจากการตรวจทางพิษวิทยาภายหลังการเสียชีวิต แต่การตรวจวินิจฉัยทางคลินิคโดยแพทย์แสดงว่าการเสียชีวิตเนื่องมาจากการใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณ 80 รายในปี 2001 เหลือเพียง 16 รายในปี 2012

ด้านการฆาตกรรม

มีการกล่าวอ้างกันหลายครั้งว่านโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาของโปรตุเกสทำให้การฆาตกรรมที่ข้องกับยาเสพติดระหว่างปี 2001 ถึง 2006 เพิ่มขึ้น 40% แต่การอ้างดังกล่าวเกิดจากการตีความข้อมูลผิด เพราะอัตราที่เพิ่มขึ้น 40% จาก 105 คดี เป็น 148 คดี เป็นการเพิ่มของคดีฆาตกรรมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะไม่ได้มีการเก็บตัวเลขเฉพาะคดีดังกล่าว การกล่าวอ้างในเรื่องนี้มีที่มาจากรายงานสถานการณ์ยาเสพติดทั่วโลกประจำปี 2009 ของ UNODC ซึ่งคาดเดาว่าจำนวนคดีฆาตกรรมที่เพิ่มขึ้น “อาจเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด” แต่ก็ไม่เคยมีใครชี้ชัดลงไปว่านโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาเป็นเหตุให้เกิดการฆาตกรรมเหล่านี้

ด้านอาชญากรรม

การจัดประเภทให้การครอบครองยาเสพติดปริมาณเล็กน้อยให้เป็นความผิดทางการปกครอง (administrative offence) แทนความผิดอาญา (criminal offence) ทำให้จำนวนผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีอาญาในความผิดยาเสพติดนับตั้งแต่นโยบายใหม่นี้มีผลบังคับลดลงจากมากกว่า 14,000 รายในปี 2000 เหลือประมาณ 5,500 – 6,000 คดีต่อปี และสัดส่วนของผู้ต้องขังในเรือนจำในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (หมายถึงผู้ที่กระทำความผิดในขณะที่อยู่ภายใต้ฤทธิ์ยา และ/หรือเพื่อให้สามารถหายามาเสพ) ในโปรตุเกสลดลงจาก 44% ในปี 1999 เหลือต่ำกว่า 21% เล็กน้อยในปี 2012

ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในโปรตุเกสเป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายการพัฒนาด้านสังคมและสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่มีให้เห็นได้ตั้งแต่ปี 2001 การกีดกันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผูกไปกับระดับของอันตรายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการพึ่งยาและการตัดลดการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น การลดงบประมาณด้านสาธารณสุชและสวัสดิการทำให้เกิดความกลัวว่าประเทศโปรตุเกสอาจเผชิญกับการติดเชื้อ HIV เพิ่มสูงขึ้นครั้งใหญ่เหมือนเช่นที่เกิดในประเทศกรีซเมื่อรัฐบาลลดค่าใช้จ่ายในภาครัฐโดยปิดสถานบำบัดยาเสพติดและโครงการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด จึงเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลโปรตุเกสในการที่จะต้องพยายามไม่ให้ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้นโยบายยกเลิกการเป็นความผิดอาญาสำหรับการครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพต้องสูญเสียไป



สรุป


  1.    จะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเด็นที่ได้นำเสนอมานี้มิได้แตกต่างจากสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยมากนัก     ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาในการดำเนินงานของกลไกในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ปัญหาอาชญากรรม สังคม และสาธารณสุขที่เกี่ยวเนื่องหรือเกิดจากผู้ใช้ยาเสพติด ไม่นับรวมปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และปัญหาความมั่นคงภายในและตามชายแดน ผู้เขียนจึงขอเสนอมุมมองในการดำเนินการต่อผู้ใช้ยาเสพติดเพื่อเป็นทางเลือกในการกำหนดนโยบายและ กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทย ดังต่อไปนี้การประกาศสงครามกับยาเสพติด ยังคงทำได้ แต่ควรต้องมีการระบุให้ขัดว่า คู่สงครามคือฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ ผู้ผลิต ผู้ค้ารายใหญ่ และนายทุน และอาจรวมถึงพฤติการณ์อื่นที่ถือว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศหรือความสงบสุขชองสังคม เช่น เป็นลักษณะขององค์กรอาชญากรรม อาชญากรรมข้ามชาติ เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย การค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ หรือมีการหลอกล่อให้เด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าและการเสพติดยาเสพติด การกระทำเหล่านี้เป็นอาชญากรรม มีโทษอาญา และใช้มาตรการทางภาษีและการยึดทรัพย์สินควบคู่กันไปด้วย และถือเป็นความผิดที่ไม่สมควรได้รับการพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ อภัยโทษ ทุกกรณี
  2.     การใช้และผู้ใช้ยาเสพติดควรถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพ และมอบให้ฝ่ายสาธารณสุขรับผิดชอบ ซึ่งจะลดปัญหาระหว่างผู้ใช้ยาที่มิได้กระทำความผิดอื่น กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามได้ กรณีที่ผู้ใช้ยากระทำความผิดอื่นด้วย ให้ดำเนินการบำบัดฟื้นฟูภายใต้การควบคุมตัวก่อนแล้วจึงดำเนินการตามกระบวนการทางอาญา โดยไม่ควรนำผลการบำบัดมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดโทษด้วยเพื่อแยกการบำบัดออกการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การบังคับเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นการบังคับโดย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพฯ พ.ศ. 2545 หรือโดยคำสั่งศาล ให้ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพของการบำบัดรักษาทางการแพทย์ หากผู้ใช้ยายังคงไม่ร่วมมือในการบำบัด ให้ถือว่าเป็นการไม่ยอมรับหรือสละสิทธิความเป็นผู้ป่วย หากประเทศไทยยังมิได้แก้ไขกฎหมายยกเลิกความผิดฐานเสพยาเสพติด หรือครอบครองเพื่อเสพหรือหากกระทำความผิดอื่นด้วยต้องเข้าสู่กระบวนการทางอาญาทันที แต่กระบวนการทางอาญานี้มิได้หมายความว่าต้องดำเนินคดีเพื่อไปสู่การพิจารณาของศาลทุกกรณี อาจมีการตกลงเชิงนโยบายเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีใดบ้างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยุติเรื่องได้ด้วยการว่ากล่าวตักเตือนหรือเปรียบเทียบปรับโดยไม่ต้องดำเนินคดีต่อไปจนถึงพนักงานอัยการ แบบเดียวกับที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อลดปริมาณคดีในชั้นอัยการ ศาล และการลงโทษจำคุกโดยไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลานาน โดยให้มีรวบรวมข้อพิสูจน์และประเมินข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนผลกระทบทุกๆ ด้านจากการปรับนโยบายและกลยุทธ์นี้เพื่อประกอบการดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป 
  3.    เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ควรแยกประเภทของยาเสพติดออกเป็นยาที่เป็นปัญหาในด้านการผลิต การค้า และอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ควรต้องใช้มาตรการปราบปรามเป็นตัวนำในการดำเนินการต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และยาที่เป็นปัญหาแพร่ระบาดภายในประเทศซึ่งในการดำเนินการต้องแยกเป็นมาตรการต่อผู้ที่อยู่ในกระบวนการค้า (ด้านอุปทาน) และผู้ใช้ยา (ด้านอุปสงค์) ไม่จำเป็นต้องปฎิบัติต่อยาเสพติดทุกตัวแบบเดียวกัน แต่ควรคำนึงถึงผลที่เกิดจากการใช้ยาเสพติดแต่ละตัวว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวผู้ใช้ บุคคลอื่น และสังคมโดยรวม เพราะยาเสพติดอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน และการเสพติดเป็นกลไกที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตามธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์มีความสามารถแสวงหาสิ่งเสพติดใหม่ๆ มาได้เสมอ จึงน่าจะพิจารณาผ่อนปรนยอมให้มีการใช้ติดยาที่รู้จักดีอยู่แล้ว ที่มิได้มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยารุนแรงมาก และสามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาตัวนั้นได้ ดีกว่าที่จะห้ามหรือควบคุมการใช้ยาทุกตัวที่เป็นที่รู้จักอย่างเด็ดขาด ทำให้บางคนไปค้นคว้าหายาตัวใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก กฎหมายยังควบคุมไปไม่ถึง ยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานหรือการออกฤทธิ์ของยาชัดเจน ทำให้ไม่สามารถรักษาหรือแก้ไขผลที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ยาตัวใหม่ๆ นั้นได้ ซึ่งผู้เขียนขอเสนอให้พิจารณาผ่อนผันให้มีการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงเป็นครั้งคราวได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุม ซึ่งสามารถทำได้โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ครอบครองหรือผู้เสพกัญชา เช่น จำกัดอายุขั้นต่ำที่ 20 ปี เท่าอายุเกณฑ์ทหาร จำกัดสถานที่เสพ เช่น ห้ามเสพในที่สาธารณะหรือในยานพาหนะทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ ห้ามชักชวนหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพ ห้ามเสพโดยมีผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 15 ปี) อยู่ด้วย ควบคุมการจำหน่ายจ่ายแจกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยการจำหน่ายหรือการผลิตกัญชาเพื่อจำหน่ายยังคงเป็นความผิดอาญา เป็นต้น

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กัญชากำลังน่ารักขึ้น /โดยดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

กัญชาครั้งหนึ่งเป็นยาเสพติดที่มีโทษอาญา แต่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมาประชาชนในหลายประเทศดูจะเป็นมิตรกับกัญชามากขึ้นทุกที



ในเวลาอันใกล้การปลูกและการเสพกัญชาจะเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้เพราะเหตุผลว่ามียาเสพติดอีกหลายอย่างที่ร้ายแรงกว่าที่ต้องปราบปราม

ในปี 1971 สหรัฐอเมริกาแข็งขันอย่างมากในการเป็นผู้นำปราบปรามยาเสพติดของโลกโดยรวมทั้งกัญชาด้วย ถึงแม้กัญชาจะไม่ใช่ยาเสพติดที่ร้ายแรงก็ตาม อย่างไรก็ดี นับแต่ 1980 เป็นต้นมา กระแสความคิดในเรื่องการต่อต้านกัญชาได้พลิกผัน


ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์มีการอนุญาตให้มีร้านสำหรับสูบใบกระท่อมและกัญชา ในปี 2001 โปรตุเกสลดโทษการเสพกัญชาจากต้องโดนฟ้องศาลลงมาเป็นค่าปรับ (decriminalize) และบางภาคของสเปนยอมให้มีคลับเสพกัญชาเมื่อ 2-3 ปีก่อน


ก่อนปลายทศวรรษ 1920 การครอบครองกัญชาหรือเสพไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดในประเทศส่วนใหญ่ และต่อมางานวิจัยทางการแพทย์พบประโยชน์ของกัญชาว่า cannabis หรือ marijuana หรือ pot นี้มีสาร THC ซึ่งสามารถช่วยลดความเจ็บปวดของคนไข้ได้เป็นอย่างดีในราคาถูก

ในทศวรรษ 1960 และ 1970 การเสพกัญชาเป็นแฟชั่นในหมู่นักศึกษา ฮิปปี้ และคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี ทั้งการครอบครองและการเสพนั้น ผิดกฎหมายจนอาจติดคุกได้และมีการบันทึกลงประวัติ หากใครถูกบันทึกชื่อก็เรียกได้ว่าแทบหมดอนาคต

กัญชาเป็นไม้ล้มลุกมี 3 พันธุ์ คือ Cannabis sativa, Cannabis indica และ Cannabis ruderalis ทั้งหมดเป็นไม้พื้นเมืองของเอเชียกลางและเอเชียใต้ คนไทยเสพกัญชากันมานานหลายร้อยปี โดยเฉพาะเอาใบมาทำอาหาร เพราะช่วยให้ลิ้นรับรสอาหารได้ดีขึ้น


ตลอดเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำทางความคิดของโลกในการต่อต้านกัญชาได้อ่อนพลังลงเป็นลำดับ หลายรัฐยอมให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ลดโทษจากถูกฟ้องร้องเป็นจ่ายค่าปรับ รัฐโคโลราโดเป็นแห่งแรกของโลกในปี 2013 ที่การเสพกัญชาของผู้ใหญ่เพื่อการบันเทิงไม่ผิดกฎหมาย และต่อมารัฐวอชิงตันก็เดินตามรอยเดียวกัน อย่างไรก็ดี มีอีกหลายรัฐที่ยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดที่อันตราย การสำรวจเมื่อปลายปี 2012 พบว่าคนอเมริกันอายุ 18-29 ปี จำนวน 60% เห็นว่ากัญชาควรถูกกฎหมาย ส่วนในช่วงอายุ 30-64 ปี มีจำนวน 48% และอายุ 65 ปี ขึ้นไปมีจำนวนร้อยละ 30
คนจำนวนมากเห็นว่าการเสพกัญชาเป็นเรื่องของความบันเทิงเหมือนการสูบบุหรี่ และมีผลข้างเคียงต่อตนเองและคนอื่นน้อยกว่าการดื่มสุรา กัญชาเป็นเรื่องของรสนิยมและการเลือกส่วนบุคคล ส่วนคนที่เห็นตรงข้ามนั้นเชื่อว่าเป็นการเพิ่มเติมยาเสพติดอีกชนิดหนึ่งอย่างไม่จำเป็น แค่บุหรี่และเหล้าก็เลวร้ายอยู่แล้ว แต่ก็มีคนจำนวนน้อยมากเท่านั้นที่เห็นว่าควรห้ามเด็ดขาดและให้มีโทษรุนแรงหากฝ่าฝืน ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าการห้ามไม่เป็นผลดังมีตัวอย่างให้เห็น กล่าวคือในปี 1933 ในสหรัฐอเมริกามีการออกกฎหมายห้ามผลิตและดื่มสุราโดยเด็ดขาดแต่ไม่ได้ผลเลย รังแต่จะทำให้มีการแอบค้าขายผิดกฎหมายมากขึ้น เกิดธุรกิจนอกกฎหมายและมาเฟียขึ้นมากมาย


สำหรับกลุ่มประเทศอเมริกาใต้นั้นได้ต่อสู้ยาเสพติดโดยเฉพาะกัญชามายาวนาน แต่บัดนี้กำลังจะหันมาทำให้กัญชาถูกกฎหมาย เพื่อเลิกการปราบปรามกัญชาที่สิ้นเปลืองเงินทองมหาศาลเสียแล้ว

ในเวลาไม่นานนักก่อนสิ้นปี 2013 อุรุกวัยจะเป็นประเทศแรกของโลกที่การผลิตและการเสพกัญชาถูกกฎหมาย ไม่เพียงแต่ไม่ถูกฟ้องร้องเท่านั้น ยังไม่มีการปรับอีกด้วย (legalize) ผู้นำอาร์เจนตินา เม็กซิโก โคลัมเบีย และผู้นำความคิดของสังคมอเมริกาใต้ออกมาสนับสนุนความคิดนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงว่ายุคใหม่ของดินแดนแห่งยาเสพติด (กัญชา กระท่อม และต้นโคคา ซึ่งใบโคคาเป็นวัตถุดิบของการผลิตโคเคน) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สาเหตุสำคัญของการเกิดทิศทางใหม่มีอย่างน้อย 4 ประการกล่าวคือ 

(1) มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์กันอย่างกว้างขวาง สาร THC ในกัญชามีราคาถูก หาได้ง่าย และได้ผล

(2) ยุคแสวงหาความสุขสมอย่างทันด่วนของชาวโลกได้ผลักดันให้การเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงเป็นสิ่งปกติ

(3) การยอมรับฐานะของกัญชาว่าไม่ต่างไปจากเหล้าและสุราของสังคมสมัยใหม่

ประการสุดท้ายก็คือ การตระหนักของผู้นำกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ว่าสงครามสู้รบกับยาเสพติดนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ได้เสียเงินทองไปมหาศาลกับการปราบปรามกัญชา เมื่อเห็นกันว่ากัญชานั้น “ไร้เดียงสา” กว่าโดยเปรียบเทียบ ดังนั้น ก็ควรจะถือว่าการผลิต การครอบครอง และการเสพนั้นถูกกฎหมายเสียเลย ทั้งนี้ เพื่อลดคอร์รัปชัน ความรุนแรง และอาชญากรรมที่เกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติดลง เพื่อให้สามารถหันมาสู้รบกับยาเสพติดอื่นๆ ได้อย่างเต็มมือและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียเงินน้อยลงมากด้วย


การทำให้กัญชาถูกกฎหมายนั้นจะทำให้มีจำนวนคนติดยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น และมีผู้คนเผชิญกับน้ำตามากขึ้นเฉกเช่นเดียวกับที่สุราทำร้ายครอบครัว แต่ในระดับมหภาค ประเทศจะมีการสูญเสียจากความรุนแรงและอาชญากรรมเกี่ยวเนื่องกับการค้ากัญชาผิดกฎหมายน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการปราบปราม

สำหรับผู้ต่อต้านกัญชาความจำเป็นต้องยอมรับกัญชาให้ถูกกฎหมายนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่ “ผิดด้วยเหตุผลที่ (อาจ) ถูก” (wrong for the right reason) แต่สำหรับผู้สนับสนุนนั้นอาจเห็นว่าเป็นการกระทำที่ “ถูกด้วยเหตุผลที่ผิด” (right for the wrong reason) ก็เป็นได้

การทำให้กัญชาถูกกฎหมายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของสังคมหรือไม่ เวลาจะเป็นตัวบอกเราในที่สุด

กัญชารักษาโรคกว่า 50 ตำรับ หนุนเปิดช่องทางวิจัย แต่ไม่ใช่ใช้เสรี


กรมแพทย์แผนไทยเผย “กัญชา” เป็นส่วนผสมรักษาโรคกว่า 50 ตับ แก้นอนไม่หลับ ปวดท้อง ปวดตัว แก้พิษไข้ ช่วยเจริญอาหาร ด้าน รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุช่วยผู้ป่วยมะเร็งฟื้นตัวเร็ว หนุนเปิดทางวิจัยใช้ทางการแพทย์ แต่ไม่ใช่ใช้เสรี 

   วันนี้ (2 ก.ย.) นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีข้อเสนอการเปิดเสรีกัญชา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ว่า กัญชาจัดเป็นยาเสพติด จึงไม่สามารถปลูก มีไว้ในครอบครอง หรือวิจัยได้ แต่ทางกลับกันกฎหมายอนุญาตให้แพทย์แผนปัจจุบันที่มีใบประกอบโรคศิลปะ สามารถใช้ยาที่มีลักษณะในกลุ่มยาเสพติดได้ในบางประเภท เช่น มอร์ฟีน นำมาใช้ลดอาการปวดก่อนการผ่าตัด เพียงแต่กัญชาไม่มีการนำมาใช้มาก แม้จะลดอาการปวดได้เช่นกัน เพราะไม่มีงานวิจัยยืนยันชัดเจน และไม่มีกฎหมายที่เปิดช่องในเรื่องการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
       
       “กัญชาจัดเป็นตำรับยาที่มีการใช้มาตั้งแต่อดีต ที่ผ่านมา ได้มอบให้สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย ไปรวบรวมข้อมูล เบื้องต้นพบว่า ตำรับยาที่มีส่วนประกอบของกัญชามีประมาณ 56 ตำรับ ส่วนใหญ่จะแก้อาการปวด ทั้งปวดท้อง ปวดตัว รวมไปถึงแก้พิษไข้ เจริญอาหาร กินได้นอนหลับ เป็นต้น เช่น ตำรับยาแก้ไข้นอนไม่หลับ ในคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณขุนโสภิตบรรณลักษณ์ เล่ม 1 ตำรับยาสุขไสยาต คัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ ช่วยแก้ไข้สามฤดู แก้ไข้ แก้อาการหอบ แก้นอนไม่หลับ เป็นต้น แต่ต้องปรุงด้วยหมอยาที่มีความเชี่ยวชาญ เพราะส่วนผสมมีมาก ซึ่งในสมัยก่อนมีการทำกัน แต่เมื่อกัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดจึงไม่มีการนำมาใช้อีก ดังนั้น หากกฎหมายอนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์ โดยรัฐมีนโยบายอนุญาตให้วิจัย และมีขอบเขตในการปลูกกับการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เชื่อว่า จะมีการวิจัยมากขึ้น เพราะตัวกัญชามีศักยภาพทางการแพทย์อยู่แล้ว” นพ.ธวัชชัย กล่าว
       
       ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้าโครงการสาธิตการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โรงพยาบาล เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ประเทศไทยมีการปลูกและใช้ประโยชน์จากกัญชามานาน เพราะมีสรรพคุณเป็นยา แต่ปัจจุบันเมื่อถูกจัดเป็นยาเสพติดทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้ ทั้งที่กัญชาช่วยแก้ลมสารพัด ทั้งลมชัก ไมเกรน พาร์กินสัน มีงานวิจัยจากต่างประเทศมากมาย ขณะที่สหรัฐอเมริกา มีประมาณ 20 รัฐ ที่นำมาใช้ประโยชน์ด้านยา ช่วยในเรื่องการนอนไม่หลับ ช่วยลดอาการปวด ช่วยย่อยอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น และช่วยฟื้นตัวของผู้ป่วยมะเร็งที่ทำการฉายแสงฉายรังสี เป็นต้น ปัญหาคือ ปัจจุบันเมื่อถูกจัดเป็นยาเสพติด โอกาสในการนำมาวิจัยมาศึกษาเพิ่มเติมก็เป็นไปไม่ได้ จึงน่าจะมีนโยบายและกฎหมายมาสนับสนุนตรงนี้
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเรื่องการบำบัดรักษามะเร็งนั้น แพทย์แผนปัจจุบันไม่เห็นด้วย เพราะทุกวันนี้มียารักษาอยู่แล้ว ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า นี่เป็นอีกทางเลือกในการรักษา เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีใดรักษามะเร็งได้ทั้งหมด อย่างกรณีมอร์ฟีน แก้ปวดนั้น ก็เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งแต่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ได้ แต่ปัจจุบันไทยต้องนำเข้า แต่หากหันมาใช้กัญชา นอกจากไม่ต้องนำเข้า ปลูกเองเป็นภูมิปัญญาไทย ทำให้พึ่งตนเองได้ และยังลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอีกมากมายกว่า 1.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้กัญชาอย่างเสรี เพียงแต่อยากให้มีช่องในการวิจัยพัฒนาได้ โดยเน้นในเรื่องทางการแพทย์ เพราะภูมิปัญญาไทยมีอยู่ มีตำรับตำรามากมายรักษาโรคได้ จึงจะดีกว่าหรือไม่หากนำกัญชามาใช้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ห่วงเรื่องโทษจากการเสพติดอย่างเดียว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะพิจารณาในส่วนนี้ด้วย

เพลง มือ - ทีโบน

ภู…ผาชัน ยังมีวันทลาย
เมื่อ…ทะเล ยังแห้งผาด
แผ่น…ผืนดิน ยังอาจจมล่มไป
แล้ว…อำนาจใด ยั่งยืน
มือของเราจะจับปืนฆ่าฟัน หรือจะปันข้าวในจาน
เพียงผืนดิน ผ้าห่มคลุมร่างกาย แล้วเหลืออะไร
มือของเรายังเหนี่ยวไกถือปืน หรือจะยื่นช่อดอกไม้
วันนี้เรามีกำลังมากมาย แต่ใครจะรู้วันพรุ่งนี้
เมือง…ทั้งเมืองยังแหลกเป็นธุรี
แล้ว…จะมีใคร ยืนค้ำโลก
มือ…ของเราจงจับโยงหัวใจ
โอบ…กอดโลกไว้ด้วยกัน
มือของเราจะจับปืนฆ่าฟัน หรือจะปันข้าวในจาน
เพียงผืนดิน ผ้าห่มคลุมร่างกาย แล้วเหลืออะไร
มือของเรายังเหนี่ยวไกถือปืน หรือจะยื่นช่อดอกไม้
วันนี้เรามีกำลังมากมาย แต่ใครจะรู้วันพรุ่งนี้
เมือง…ทั้งเมืองยังแหลกเป็นธุรี
แล้ว…จะมีใคร ยืนค้ำโลก
มือ…ของเราจงจับโยงหัวใจ
โอบ…กอดโลกไว้ด้วยกัน

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เภสัช ม.เชียงใหม่ วิจัยแยกกัญชงจากกัญชา ‪เพื่อพัฒนาพืชเส้นใยสู่สุขภาพและความงาม

เภสัช ม.เชียงใหม่ วิจัยแยกกัญชงจากกัญชา ‪เพื่อพัฒนาพืชเส้นใยสู่สุขภาพและความงาม‬ 


‪เมื่อเอ่ยถึงชื่อกัญชง‬ ผู้คนทั่วไปจะนึกถึงกัญชา โดยไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ แต่หากพูดถึงเสื้อผ้าเส้นใยกัญชง ก็จะมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลเสื้อผ้าวัฒนธรรมของพี่น้องชนเผ่า ซึ่งร่ำลือกันนักหนาว่า ผ้าใยกัญชงนั้น สวยงามแปลกตาและมีเสน่ห์ของอาภรณ์ที่คนพื้นราบ ไม่สามารถเลียนแบบได้ และนี่คือที่มาของการวิจัย เรื่อง กัญชง(Hemp) อนาคตพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงของประเทศไทย จนค้นพบคุณค่าด้านอาหารสุขภาพและประโยชน์เพื่อด้านเครื่องสำอาง พร้อมชี้ถึงเวลายกระดับเป็นอุตสาหกรรมเส้นใยกัญชง

‪ทีมนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์‬ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ.ดร.ภก.สุรพล นธการกิจกุล และนักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, สำนักงาน ป.ป.ส., องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและ บริษัท มินเทค แล็ปบอราทอรี่ จำกัด กรุงเทพฯ ได้ร่วมกันบูรณาการงานวิจัย กัญชงหรือเฮมพ์ (Cannabis sativa L.var. sativa) ซึ่งเป็นพืชที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๖ ผ่านมูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)



    ‪ในการวิจัยกัญชงครั้งนี้‬ รศ.ดร.ภก.สุรพล เผยว่า เนื่องจากพืชกัญชงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับกัญชา(Marijuana) ซึ่งเป็นพืชสารเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะผู้วิจัยจึงได้นำเสนอแนวทางในการตรวจสอบทางเคมีและกายภาพโดยอาศัยปริมาณสารสำคัญ และประเมินวิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์สำหรับใช้ในการพิสูจน์เอกลักษณ์เพื่อแยกเฮมพ์ประเภทเสพติดและประเภทเส้นใยของพืชกัญชง ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินรายได้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามสารเสพติด (ปปส.)


ถือเป็นการวิจัยต่อยอดจากพืชที่มีการดั้งเดิมในความเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายและถือเป็นหัตกรรมชุมชนที่นำเอาต้นกัญชงมาทำเป็นเส้นใยผ้า และนำมาถักทอ ตกแต่งลวดลายศิลป์ตามแบบฉบับของชนเผ่าต่างๆทางภาคเหนือ กัญชงจึงเป็นพืชดั้งเดิมที่มีการใช้ประโยชน์ตามประเพณีและรูปแบบชนเผ่า


ลักษณะที่คล้ายกันของกัญชง และกัญชา

‎ความเหมือนและความแตกต่างทางพฤกษศาสตร์ของกัญชงและกัญชาคือ‬ พืชกัญชงและกัญชา มีต้นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกันโดยมีชื่อทางพฤกษศาสตร์เดียวกันคือ Cannabis sativa L. แต่มี subspecies แตกต่างกัน โดยกัญชง(Hemp)มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. sativa ส่วนกัญชา (Marijuana)มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist ลักษณะภายนอกของพืชทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันน้อยมากจึงยากในการจำแนก

ลักษณะต้นกัญชงจะสูง‬ กิ่งก้านน้อย มักสูงมากกว่า ๒-๓ เมตร ส่วนของยอดช่อดอกและใบกัญชงจะมีลักษณะเรียวเล็ก มีการเรียงสลับของใบค่อนข้างห่างกันชัดเจนและไม่มียางเหนียวติดมือ ต่างกับต้นกัญชา ซึ่งจะมีลำต้นเตี้ยกิ่งก้านมาก สูงไม่เกิน ๒ เมตร แต่ใบกัญชาใหญ่กว้าง ใบเรียงตัวชิดกันหรือเรียงเวียนเป็นพุ่มโดยเฉพาะใบประดับบริเวณช่อดอกจะเห็นได้ชัดเจนและมักมียางเหนียวติดมือ กัญชงเส้นใยมีคุณภาพสูง โดยปลูกระยะห่างระหว่างต้นน้อยเพราะเน้นเอาเส้นใย ส่วนกัญชาปลูกระยะห่างระหว่างต้นมากเพราะเน้นเอาใบ

‪ปัจจุบันประเทศไทยยังจำแนกกัญชงหรือเฮมพ์เป็นพืชเสพติดประเภท‬ ๕ จำพวกเดียวกับกัญชา ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ เนื่องจากสารสำคัญในพืชกลุ่มกัญชาและกัญชง มี 3 ชนิด คือ tetrahydrocannabinol(THC), Cannabinol(CBN) และ Cannabidiol(CBD) ซึ่งสาร THC เป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาททำให้ผู้เสพมีอาการตื่นเต้น ช่างพูด หัวเราะตลอดเวลา ส่วน CBD เป็นสารต้านการออกฤทธิ์ของ THC ในกัญชงมีปริมาณ THC ต่ำมากและมีปริมาณ CBD สูงกว่า THC แต่กัญชามีปริมาณ THC สูงถึง ๒-๑๕% และมีปริมาณ THC สูงกว่า CBD

ทีมวิจัย‬ นักศึกษาปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ นายสมคิด ธิจักร ได้ใช้วิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์สำหรับใช้ในการแยกเฮมพ์ประเภทเสพติดและประเภทเส้นใย โดยอาศัยหลักการเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนดีเอ็นเอเป้าหมายสองตำแหน่งพร้อมกันด้วยไพรเมอร์สองคู่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ผลแม่นยำ และสามารถแยกจำเพาะต่อกัญชงและกัญชา

ในหลายประเทศสามารถปลูกกัญชงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องควบคุมให้มีสารเสพติดคือ‬ THC ในปริมาณที่กำหนด เช่น ในประเทศแคนาดากำหนดให้มีสารเสพติด THC ในกัญชงไม่เกิน ๐.๓% ส่วนประเทศทางยุโรปกำหนดให้มีไม่เกิน ๐.๒% ประเทศออสเตรเลียกำหนดให้ไม่เกิน ๐.๕ ๑% สำหรับประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์หรือมาตรการควบคุม หากในอนาคตมีการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกกัญชงได้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นการจำแนกกัญชาออกจากกัญชงจึงมีความสำคัญมาก

ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำพืชกัญชงที่ปลูกในเขตจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย‬ ซึ่งจากการศึกษานักศึกษาปริญญาเอก คณะเภสัชศาสตร์ ภญ.ประภัสสร ทิพย์รัตน์ พบว่า พืชกัญชงต่างสายพันธุ์และต่างแหล่งพื้นที่ปลูกจะมีลักษณะองค์ประกอบของสารสำคัญแตกต่างกัน และเมื่อเทียบกับกัญชาก็พบว่ามีความแตกต่างจากกัญชามากโดยพืชกัญชาจะมีปริมาณ THC เฉลี่ยค่อนข้างสูงกว่ากัญชงมากและค่าอัตราส่วน CBD:THC ต่ำมาก

 อย่างไรก็ตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์และผลผลิต‬ รศ.อาคม กาญจนประโชติ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่ามีความสัมพันธ์กับวิธีการปลูกและระยะเวลาที่เก็บเกี่ยว ความสูงจากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิ แสงแดดและปริมาณน้ำฝน จะมีผลต่อผลผลิตและปริมาณ THC จากสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยค่อนข้างร้อนทำให้ปริมาณ THC ของเฮมพ์ที่ปลูกในประเทศไทยค่อนข้างสูง

 นอกจากนี้ผู้วิจัยได้สกัดน้ำมันเมล็ดกัญชงมาทดสอบคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ‬ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ตลอดจนวิเคราะห์หาปริมาณกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่จำเป็น (EFAs) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น alpha- linoleic acid (Omega ๓), linoleic acid (Omega ๖), linoleic acid, alpha- และ gamma-linolenic acid, oleic acid (Omega ๙) และสารกลุ่มวิตามิน เช่น vitamin E ซึ่งเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและชะลอการเกิดมะเร็งได้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาตำรับครีมน้ำมันกัญชงให้ความชุ่มชื้นและบำรุงผิวแห้งเพื่อรักษาโรคผิวแห้งคันและสะเก็ดเงินได้ผลดี


นอกจากการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมแล้ว‬ รศ.ดร.ภก.สุรพล ยังได้กล่าวถึงภูมิปัญญาวัฒนธรรมและการใช้ประโยชน์จากเส้นใยของกัญชงของชนเผ่าพบว่า มีการใช้ลำต้นมาลอกเปลือกออกจากต้น แล้วนำมาต่อให้ยาวแล้วม้วนให้เป็นเส้น ก่อนนำไปต้มในน้ำเดือดที่ผสมกับขี้เถ้าเพื่อให้เกิดการนุ่มและเหนียวก่อนนำมาถักทอเป็นวัสดุสำหรับผ้าใยกัญชง ซึ่งตลาดหลักของเส้นใยกัญชงในปัจจุบันคือ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเส้นใยที่ใช้ในการทำเสื้อผ้าและทำเยื่อกระดาษ เส้นใยกัญชงที่นำมาถักทอเป็นเสื้อผ้านั้นได้รับความนิยมมาก และยังสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้ โครงสร้างของเส้นใยทำให้ผ้าที่สวมใส่เย็นสบายในฤดูร้อน อบอุ่นสบายในฤดูหนาว และมีคุณสมบัติของเส้นใยที่แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย ดูดซับความชื้นได้ดีกว่าไนลอน อบอุ่นกว่าลินิน ทั้งยังเบาสวมใส่สบาย จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เส้นใยกัญชงเริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของตลาดเส้นใยธรรมชาติ ในอนาคตทรัพยากรพืชเส้นใยของประเทศจะขาดแคลนมากขึ้น กัญชงจะอาจเป็นพืชทดแทนแก้ไขปัญหานี้ได้


 อย่างไรก็ตาม‬ กัญชงหรือเฮมพ์ปัจจุบันยังจัดเป็นพืชห้ามปลูกตามกฎหมาย ดังนั้นการจำแนกกัญชาออกจากกัญชงจึงมีความสำคัญมาก คณะผู้วิจัยได้หาองค์ประกอบสารสำคัญคือ THC CBD และ CBD/THC ratio และพัฒนาวิธีมัลติเพล็กซ์พีซีอาร์ได้จำนวนมากและใช้ระยะเวลาสั้นและแม่นยำสูง เพื่อแยกกัญชงหรือเฮมพ์ออกจากกัญชาซึ่งเป็นพืชเสพติด ทำให้เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือสามารถปลูกได้โดยไม่ถูกจับกุม ดังนั้นหากได้รับการส่งเสริมการปลูกกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมเส้นใย อาหารสุขภาพและเครื่องสำอาง จะสามารถทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล รศ.ดร.ภก.สุรพล กล่าวทิ้งท้าย

 ‎ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ‬
๑.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๒.คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
๓.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่
๔.สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.
๕.องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
๖.สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
๗.บริษัท มินเทค แล็ปบอราทอรี่ จำกัด กรุงเทพฯ

CR" ขอขอบคุณ คุณ John Adam ที่นำเสนอข้อมูลดี ๆ ครับ

ติดตามอ่านบทความได้ที่ www.ganjathai.com

Like Facebook: https://www.facebook.com/ganjathai

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การใช้กัญชาในทางการแพทย์



ประวัติกัญชาในฐานะยาแพทย์แผนตะวันตกเริ่มในปี ค.ศ.1839 เมื่อมีการตีพิมพ์ของ Shaughnessy แพทย์อังกฤษในกัลกัตตา รายงานว่ากัญชามีฤทธิ์แก้ปวด กันชัก และคลายกล้ามเนื้อ รายงานของเขาสร้างความสนใจอย่างมาก และมีรายงานอีกประมาณ 100 ฉบับในแพทย์แผนตะวันตก ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1840 จนจบศตวรรษนั้น ในศตวรรษที่ 19 กัญชามีการใช้ในทางการแพทย์ในโลกตะวันตก เพื่อบำบัดโรคและความไม่สบาย หลายอย่าง เช่น อาการไอ อ่อนล้า โรคข้อ หอบหืด สั่นเพ้อ ปวดหัวไมเกรน และปวดประจำเดือน แม้การใช้จะลดลงเมื่อมีการสังเคราะห์ยากล่อมประสาท และยาแก้ปวดอื่น กัญชาก็อยู่ในตำรับยาสหรัฐนานจนถึงปี ค.ศ.1941 กฎหมายเก็บภาษีกัญชาทำให้กัญชาเลิกใช้ใน ทางการแพทย์ ์และนับแต่นั้น แพทย์ก็ไม่ใส่ใจในกัญชา


การใช้กัญชาในทางการแพทย์

ประโยชน์ของกัญชาในทางการแพทย์ที่มากที่สุด คือ ความปลอดภัยของมัน อัตราปริมาณยาที่ทำให้ตาย ต่อปริมาณ ที่ออกฤทธิ์ในสัตว์สูงเกือบสองหมื่นเท่า กัญชาปริมาณมากถูกป้อนให้สุนัขโดยไม่ทำให้ตาย และไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อ ถึงการตายด้วยกัญชาในมนุษย์ กัญชายังมีประโยชน์ ที่ไม่รบกวนการทำงานปกติ ของร่างกายหรือทำลายอวัยวะร่างกาย เมื่อใช้ในปริมาณเพื่อการบำบัด กัญชาทำให้ติดหรือทนยาเพียงเล็กน้อย ไม่เคยมีหลักฐานว่าการใช้กัญชาทางการแพทย์ ทำให้ติดเสพ เหมือนเป็นยาเมา

กัญชาดิบมีข้อด้อยที่ไม่ค่อยแน่นอนในความแรงและไม่ละลายน้ำ จึงเป็นการยากที่กัญชา จะดูดซึมเข้ากระแสเลือดทางระบบกระเพาะลำไส้ อีกปัญหาหนึ่งคือ กัญชามีส่วนผสมหลายอย่าง ซึ่งอาจมีโทษเช่น ทำให้เมามากเกิน ส่วนผสมหนึ่งคือ dronabinol เป็นกัญชาสังเคราะห์ กฎหมาย อนุญาตให้ใช้เพื่อบำบัดอาการคลื่นไส้อาเจียนในการบำบัดยามะเร็งและในผู้ป่วยเอดส์ที่น้ำหนักลด การสูบให้ผลเร็วและแน่นอนกว่าในการดูดซึมกัญชาเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยที่รับยาบำบัดมะเร็งอาจคลื่นไส้ทำให้กินยายาก แต่ผู้ป่วยหลายคนเกลียดการสูบหรือสูบไม่เป็น

กัญชากับโรคทางระบบประสาท 

   ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยลมชักไม่อาจบรรเทาได้ด้วยยาต้านชัก ทั่วไป กัญชาพบว่าเป็นทางเลือกหนึ่งอย่างน้อยก็มีรายงานผู้ป่วยรายหนึ่งที่สูบกัญชาร่วมกับยากันชัก ตามมาตรฐานคือ ฟีโนบาร์บิทาล และไดฟีนิลไฮแดนโทอิน ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการควบคุม การชักในชายหนุ่มที่เป็นลมชัก กัญชาลดการกระตุกและสั่นของกล้ามเนื้อในคนที่เป็นอัมพาตสมอง หรือมัลติเปิล สเกอโรซิซ สารจากกัญชาที่ดูเป็นประโยชน์ต่อลมชักคือ cannabidiol ในการศึกษา งานหนึ่ง สารนี้ได้เพิ่มเข้ากับยากันชักทำให้มีผลดีในผู้ป่วยเจ็ดรายที่ชักแบบ grand mal มีสามราย ดีขึ้นมาก ผู้ป่วยแปดรายที่ได้ placebo มีรายเดียวที่ดีขึ้น

มีรายงานการใช้กัญชาเพื่อบรรเทาหอบหืด

    ยาแก้หอบหืดทุกตัวมีข้อเสียคือมีข้อจำกัด ทั้งประสิทธิภาพและผลข้างเคียง เนื่องจากกัญชาขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม กัญชาได้รับการทดสอบเป็นยาแก้หอบหืด การสูบกัญชาอาจไม่ใช่วิธีที่ดีในการบำบัดหอบหืด เนื่องจาก การระคายเคืองเป็นระยะเวลานานของทางเดินหายใจจากน้ำมันดินและสารอื่นในควันกัญชา จึงมี รายงานการค้นหาการบริหารยาเข้าร่างกายที่ดีกว่าเดิม กัญชาในรูปละอองสเปรย์มีการค้นคว้าอย่างมาก นิยมใช้สาร cannabinol และ cannabidol แทน THC มาก การค้นพบที่น่าสนใจอีกอย่าง คือการวิจัยพบว่า cannabinoid มีผลต่อหลอดลมในกลไกที่แตกต่างจากยาแก้หอบหืด

การใช้กัญชาทางการแพทย์อีกด้าน คือ การรักษาตาต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับสองที่ทำให้ คนตาบอดในสหรัฐ คนอเมริกาเกือบล้านที่ป่วยด้วยต้อหินที่รักษาได้ด้วยกัญชา กัญชาทำให้ความดัน ภายในลูกนัยน์ตาลดลงได้ดีหลายชั่วโมงในคนปกติและในคนที่ความดันลูกนัยน์ตาสูงจากต้อหิน การให้กัญชาทางปากหรือทางหลอดเลือดดำให้ผลเหมือนกัน ซึ่งขึ้นกับชนิดอนุพันธ์กัญชามากกว่า จะเกิดจากฤทธิ์กล่อมประสาทของกัญชา กัญชาไม่ได้รักษาโรคขาด แต่ช่วยยับยั้งการบอดไม่ให้เป็นมากขึ้น เมื่อยาทั่วไปไม่อาจช่วยได้ และการผ่าตัดเป็นเรื่องเสี่ยงเกิน ยังรอผลการศึกษากันอยู่ว่า การใช้กัญชาเป็นยาทาหรือยาหยอดตาจะได้ประโยชน์หรือไม่ ในกรณีนี้ ยาหยอดตากัญชายังไม่พบว่ามีประสิทธิภาพ และในปี ค.ศ.1981 สถาบันตาแห่งชาติ ประกาศว่า จะไม่อนุมัติการวิจัยในมนุษย์โดยใช้ยาหยอดตาเหล่านี้ การศึกษายังคงต่อไปโดยใช้อนุพันธ์กัญชาสังเคราะห์และกัญชาธรรมชาติอื่นๆ การสูบกัญชาเป็นวิธีดีกว่าในการปรับปริมาณ กัญชาเมื่อเทียบกับการกิน และคนไข้ส่วนใหญ่ก็ชอบวิธีนี้มากกว่า โชคไม่ดี ผู้ป่วยที่อายุมากหลายคน ไม่ชอบฤทธิ์ทางจิตของกัญชา


อนุพันธ์กัญชามีประโยชน์หลายอย่างในการบำบัดมะเร็ง อาจใช้เป็นสารกระตุ้นความ อยากอาหาร กัญชาจะช่วยชะลอน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็ง กัญชายับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ผลยังไม่เป็นที่สรุป และอนุพันธ์กัญชาอีกชนิดคือ cannabidiol ดูจะทำให้มะเร็งโตเร็วขึ้น บางทีกัญชาเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่นอาจเป็นประโยชน์ในการป้องกันการโตของมะเร็ง แต่สิ่งที่กัญชาช่วยได้แน่ในการบำบัดมะเร็งคือการป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัด เกือบครึ่งของผู้ป่วยที่รับยาต้านมะเร็งต้องทุกข์จากการคลื่นไส้อาเจียนอย่างแรง ประมาณร้อยละ 25 ถึง 30 ของผู้ป่วยเหล่านี้ ยาแก้อาเจียนทั่วไปใช้ไม่ได้ผล อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่เพียงแต่ ไม่น่าพอใจแต่ยังรบกวนประสิทธิภาพการบำบัดรักษาด้วย การอาเจียนอาจทำให้เกิดการฉีกขาด ของหลอดอาหารและซี่โครงหัก ทำให้ไม่ได้รับอาหารเพียงพอ และสูญเสียน้ำ ยาแก้อาเจียนส่วนใหญ่ที่ใช้ในเคมีบำบัดคือ โพรคลอเพราซีส (Compazine) และออนแดน เซทรอน (Zofran) และกรานิเซทรอน (Kytril) คำแนะนำว่ากัญชาอาจช่วยเรื่องนี้ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 70 เมื่อผู้ป่วยหนุ่มบางรายที่รับเคมีบำบัดมะเร็งพบว่า การสูบกัญชาซึ่งผิดกฎหมายจะลด อาการคลื่นไส้อาเจียนของเขาได้ ในการศึกษาผู้ป่วย 56 รายที่ไม่ได้รับยาแก้อาเจียน ร้อยละ 78 ไม่มีอาการนี้เมื่อสูบกัญชา กัญชาทางการแพทย์เพื่อบำบัดอาการคลื่นไส้และน้ำหนักลดมีการนำมาใช้กับผู้ป่วยเอดส์ อาการคลื่นไส้เป็นอาการของโรคนี้และผลข้างเคียงจากยาบางตัว โดยเฉพาะ AZT สำหรับผู้ป่วยเอดส์ สิ่งที่รบกวนและคุกคามมากที่สุดคือ การผอมแห้ง กัญชาจะชะลอการสูญเสียน้ำหนักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ และช่วยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ในบางราย

ข้อสรุปจากรายงานปี ค.ศ.1982 คือ กัญชาดูได้ผลในบางเรื่อง แม้ปริมาณที่จะช่วยให้ได้ฤทธิ์ที่ต้องการมักใกล้เคียงกับปริมาณ ที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พบบ่อยและยอมรับไม่ได้ สิ่งที่น่าสนใจ … คือ กัญชาดูเป็นประโยชน์ ทางกลไกที่แตกต่างจากยาอื่นๆ ที่มีอยู่ สิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่ได้ประโยชน์จากการบำบัด ทั่วไป ให้ได้รับการบำบัดด้วยกัญชา … เป็นไปได้ที่จะลดอาการข้างเคียงโดยการสังเคราะห์โมเลกุล เพื่อให้ได้ฤทธิ์ที่ต้องการมากกว่าฤทธิ์ที่ไม่ต้องการ การวิจัยในเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องเร่งด่วน มีการแนะนำให้วิจัยต่อไปโดยเฉพาะการบำบัดอาการคลื่นไส้อาเจียนในเคมีบำบัด หอบหืด ต้อหิน และชักกระตุก ตามกฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐ กัญชาเป็นสารเสพติดประเภทที่หนึ่ง คือ มีความเสี่ยงสูง ในการใช้ในทางที่ผิด ไม่มีประโยชน์ที่ยอมรับในทางการแพทย์ และไม่มีความปลอดภัยในการใช้ภายใต้ การดูแลของแพทย์ กัญชาไม่ควรจ่ายด้วยใบสั่งธรรมดา และควรใช้เฉพาะในงานวิจัย

ที่มา : ตำราการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด หน้า 349-352

CR : http://www.thanyarak.go.th/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=532&Itemid=54

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“กัญชาช่วยรักษามะเร็ง”: ข่าวที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุดแห่งทศวรรษ! /โดยประสาท มีแต้ม



คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
       โดย...ประสาท มีแต้ม
     
       ผมเขียนเรื่องนี้เพราะมีแรงบันดาลใจสองอย่างครับ คือ หนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งแต่ปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีการที่โรงพยาบาลนิยมใช้กัน เขาพยายามรักษาตนเองด้วยกัญชาแต่ก็มีปัญหาคือหากัญชา หรือตัวยาสำเร็จรูปที่มีขายในต่างประเทศไม่ได้ ซึ่งผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง และสอง ผมได้อ่านบทความของคุณหมอวิจารณ์ พานิช ที่เกี่ยวกับกัญชาถึง 3 ชิ้น คือ “วิจัยกัญชาครบวงจร” “กัญชาเป็นยา” และ “กัญชารักษามะเร็ง”
     
       ผมขอเริ่มต้นด้วยบทความของท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ก่อนนะครับ ในบทความชิ้นแรก (18 ก.ย. 52) ท่านได้ตั้งเป็นโจทย์วิจัยว่า “ประเทศไทยควรใช้กัญชาแทนยาราคาแพงอะไรบ้าง ในผู้ป่วยกลุ่มไหนบ้าง โดยต้องระมัดระวังอะไรบ้าง คิดไปคิดมาน่าจะเป็นชุดโครงการวิจัยกัญชาครบวงจร ตั้งแต่การออกกฎหมายใหม่ ให้จำหน่ายกัญชาได้อย่างมีกฎเกณฑ์ ระมัดระวังผลร้าย ไปจนถึงการคัดพันธุ์ วิธีปลูก วิธีเก็บ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการแปรรูป ระบบ logistics และการจำหน่ายไปจนถึงการเสพอย่างปลอดภัย เวลานี้ ใน 12 รัฐของสหรัฐอเมริกา การจำหน่าย และเสพกัญชาถูกกฎหมาย และอีก 15 รัฐ กำลังพิจารณา”
     
       ในตอนท้าย ท่านอาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “สังคมไทยถูกหลอกไม่ให้ผลิตสินค้าที่เราผลิตได้ดี กัญชาถูกทำให้เป็นสิ่งเลวร้าย ทั้งๆ ที่มันมีคุณค่าอย่างยิ่งถ้าเรารู้จักใช้มัน ที่จริงกัญชาน่าจะเป็นพืชผักสวนครัวของทุกบ้านโดยที่คนไทยทุกคนรู้คุณและโทษของมันและเราควรส่งออกกัญชาคุณภาพสูงให้เป็นคุณแก่โลก”
     
       ในบทความชิ้นที่สาม (30 ม.ค. 54) ท่านได้สารภาพว่า ความรู้ของท่านได้เพิ่มขึ้นจากบทความชิ้นที่สองดังตอนหนึ่งที่ว่า “ความเข้าใจเดิมของผมผิดที่เข้าใจว่ากัญชาเพียงช่วยลดความทุกข์ทรมาน เพราะมีฤทธิ์ลดปวด และลดความวิตกกังวล ดังนั้น หากกัญชามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ก็ยิ่งสมควรใช้กัญชาเป็นยา ทั้งยาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบัน ประเทศไทยจะได้มีสินค้าคุณภาพสูง และราคาแพงสำหรับส่งออก เพราะภูมิอากาศของประเทศไทยเหมาะต่อการผลิตกัญชาคุณภาพสูง เราต้องช่วยกันกระตุ้นให้แก้ไขข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ตั้งป้อมรังเกียจกัญชา มีคนบอกว่า เป็นเล่ห์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่ต้องการกีดกันคู่แข่งสินค้าของตน”
     
       เพื่อนที่ป่วยคนนี้ของผมเป็นนักค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตชั้นยอดเลยทีเดียว ตั้งแต่เขาเริ่มป่วยเขาเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อ 2-3 ปีมาแล้วว่า “มีเด็กชาวบราซิลคนหนึ่งเป็นเนื้องอก (หรือเป็นมะเร็งผมจำไม่ได้แน่นอน) ในสมอง การแพทย์แผนปัจจุบันหมดทางรักษา ต่อมา เด็กมีอาการปวดอย่างรุนแรงมาก พ่อแม่ทนดูไม่ได้จึงให้กินกัญชาเพื่อระงับอาการปวด กินไปกินมาปรากฏว่า เด็กคนนี้หายเป็นปกติ เนื้องอกในสมองก็หายไป”
     
       ขอเรียนย้ำว่า ผมฟังมาอย่างนี้ ขอผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณเอาเองนะครับ แต่ที่เล่ามาก็ด้วยความหวังว่าท่านที่มีความรู้จะช่วยกันศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ “เป็นคุณต่อโลก” อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ผมคาดว่าท่านผู้อ่านทั่วไปคงจะสนใจ แล้วก็นำมาเล่าต่อในที่นี้ โดยใช้คำหลักว่า “Marijuana and cancer”
     
       พบว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริการู้ว่า “กัญชาสามารถรักษามะเร็งได้”
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 แต่ก็เก็บเงียบเป็นความลับไม่ให้ประชาชนรู้เพราะมีกฎหมายว่ากัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประชาชนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ในอีก 26 ปีต่อมา เรื่องนี้จึงถูกจัดเป็น
“ข่าวที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุดแห่งทศวรรษ”

     
       ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันเมื่อปี 2554 พบว่าร้อยละ 50 เห็นด้วยที่จะให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ในขณะที่เมื่อ 6 ปีก่อน มีผู้เห็นด้วยเพียง 36% เท่านั้น
     
       ปัจจุบัน จำนวนรัฐที่ถือว่ากัญชาเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้นเป็น 16 รัฐ (แต่ไม่ทราบว่ามีการควบคุม หรือกติกาอย่างไร) ในปลายปีนี้ รัฐโคโลราโด จะมีการลงประชามติในเรื่องนี้
     
       ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรักษาด้วยกัญชาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ เช่น อิสราเอล แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ในรัฐมิชิแกน ของสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยมาลงทะเบียนถึงกว่า 1.3 แสนคน (ประมาณ 1.3% ของประชากรทั้งหมดของรัฐ) ถ้ารวมหมดทุกรัฐก็เกือบหนึ่งล้านคน
     
       ในด้านประสิทธิภาพของตัวยาจากกัญชา งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard (Science Daily Apr. 17, 2007) จากการทดลองกับหนูที่ฉีดเซลล์มะเร็งปอดในคนเข้าไป กัญชาสามารถลดขนาดของเนื้องอกได้ 50% เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้ใช้กัญชา และสามารถลดความสามารถในการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังสามารถลดอาการบวมอักเสบได้ถึง 60% ทั้งนี้ ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น
     
       มีการคาดการณ์กันว่า รัฐโคโลราโดจะมีรายได้จากการเก็บภาษีธุรกิจยาที่ผลิตจากกัญชาปีละ 40 ล้านดอลลาร์ ขอแถมอีกนิดครับ จากเอกสารที่ผมอ่านพบว่า กัญชา 6 ต้น สามารถสกัดน้ำมันกัญชาได้ 28 กรัม (เปรียบเทียบกับยาสีฟันขนาดกลางมีน้ำหนัก 160 กรัม สามารถใช้ได้หลายเดือน) สำหรับวิธีสกัดสามารถค้นได้จาก YouTube ครับ แต่ปัญหามีอยู่ว่าจะเอาต้นกัญชามาจากไหน ในเมื่อกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับคนบริสุทธิ์ที่ถูกจับได้ในประเทศไทย แต่สำหรับนักค้ายาเสพติดมักจะไม่ถูกจับครับ
     
       ผมถามลูกศิษย์หลายคนที่เป็นแพทย์ว่า ทำอย่างไรให้ได้ยาที่สกัดจากกัญชา เขาตอบว่าเมืองไทยไม่มีถ้าจะซื้อมาจากต่างประเทศ “ใครถือมาก็ถูกจับ” ผมว่าวิธีการที่รัฐไทยทำอยู่นี้เป็นการฆ่าคนไทยอย่างเลือดเย็น
     
       สุดท้าย ผมขอถามท่านผู้อ่านก็แล้วกันว่า “ครอบครัวใดไม่มีคนเป็นมะเร็งเลยยกมือขึ้น”
และสุดท้าย (ที่ไม่ใช่ประเด็นใหม่) คือเท่าที่ผมค้นเจอ กัญชารักษาโรคเอดส์ได้ด้วย แค่สองโรคนี้คนไทยเป็นกันนับล้านคนครับ

บทความจาก http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000050115

ข่าววิทยาศาสตร์ งานวิจัยล่าสุดได้เปิดเผยว่า “สารสกัดจากกัญชาสามารถกำจัดมะเร็งสมองได้”



ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อนำบางส่วนของกัญชามาใช้ในการรักษามะเร็งควบคู่กับการฉายรังสี มันสามารถทำให้การเจริญเติบโตของเนื้อร้ายหายไปได้

 งานวิจัยชิ้นใหม่โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากมหาวิทยาลัยที่ลอนดอน St. George's, University of London พวกเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคมะเร็งสมองในห้องปฏิบัติการและได้ค้นพบหนทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งก็คือ การทำการรักษาควบคู่กับการใช้สารประกอบทางเคมีที่สกัดได้จากกัญชาที่เรียกว่า cannabinoids

สารประกอบในกลุ่ม cannabinoids ได้แบ่งออกเป็น THC (tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) ซึ่งสารทั้งสองได้ถูกนำมาทดสอบในการรักษาโรคมะเร็งสมอง ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ยากและมีผู้ป่วยประมาณ 5200 รายต่อปี อีกทั้งโรคนี้ยังเป็นโรคที่ทำนายอาการของโรคได้ยากอีกด้วย โดยอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหลังจากที่ถูกวินิจฉัยพบเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 10

สารกลุ่ม cannabinoids เป็นกลุ่มของสารเคมีที่ออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชาและเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อเฉพาะที่ว่า phytocannabinoids ในต้นกัญชานั้นมีสารกลุ่ม cannabinoids ที่เป็นที่รู้จักกันแล้วถึง 85 ชนิด และองค์ประกอบหลักที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทของกัญชาคือ tetrahydrocannabinol หรือ THC

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้แสดงให้เห็นผลการรักษาที่ได้ผลอย่างชัดเจน เมื่อใช้สาร THC และ CBD ควบคู่กับการฉายรังสี มันทำให้การเจริญเติบโตของเนื้อร้ายในสมองของหนูทดลองชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด


ดร. Wai Liu นักวิจัยอาวุโสและหัวหน้าโครงการวิจัยนี้ได้กล่าวว่า “ผลลัพธ์ที่ได้มันน่าตื่นเต้นมากๆ เนื้อร้ายถูกทดสอบด้วยหลากหลายวิธี ทั้งที่ไม่ใช้สารหรือการฉายรังสีใดๆเลย หรือใช้ cannabinoids เพียงอย่างเดียว หรือการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือใช้ทั้งการฉายรังสีร่วมกับการใช้ cannabinoids ด้วยในเวลาเดียวกัน”

“ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับการฉายรังสีพร้อมๆกับการใช้สาร cannabinoids ได้ให้ผลที่ดีที่สุดและสามารถลดขนาดของเนื้องอกได้อย่างมากที่สุด ในบางกรณีเราพบว่าเนื้องอกในหนูได้หายไปเลยอย่างมีประสิทธิภาพ มันถือเป็นลางดีสำหรับงานวิจัยที่จะทำการศึกษาในคนต่อไปในอนาคต ซึ่งในขณะนี้โรคมะเร็งในสมองถือว่าเป็นโรคที่ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้”

“คุณประโยชน์จากสารสกัดจากต้นกัญชานั้นเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่การชะลอการขยายตัวของมะเร็งในสมองได้อย่างชัดเจนเมื่อใช้ร่วมกับการฉายรังสีนั้นถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครพิสูจน์มาก่อน และมันอาจจะกลายเป็นหนทางที่มีความหวังสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอยู่ในขั้นร้ายแรงอย่างเช่น มะเร็ง เป็นต้น”

ขณะนี้นักวิจัยกำลังถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการใช้ cannabinoids ควบคู่กับการฉายรังสีในการรักษาคนในทางคลีนิก

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์วารสาร Molecular Cancer Therapeutics

ที่มา http://www.sciencedaily.com/releases/2014/11/141114085629.htm

cr http://www.vcharkarn.com/vnews/501468

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กัญชาเทรนด์


ถ้าจะมีสิ่งเสพติดชนิดใดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปี และถูกนำไปผูกโยงกับการเมืองและเศรษฐกิจมากมาย คงหนีไม่พ้นกัญชา

พบหลักฐานว่ากัญชาถูกใช้มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุคอารยธรรมกัญชาถูกใช้จริงจังในจีน อินเดีย และอาหรับอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในด้านพิธีกรรมทางศาสนา

แต่ด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและอิทธิพลของประเทศเจ้าอาณานิคมในอดีต กัญชาจึงกลายเป็นพืชอาชญากร อัคนี มูลเมฆ นักเขียนและนักแปลผู้ค้นคว้าเรื่องกัญชา เล่าว่า

“หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษครอบครองแอฟริกาใต้และเข้าไปทำไร่อ้อยมากมายก็ต่อต้านว่ากัญชาทำให้คน งานขี้เกียจ จึงนำข้อเสนอนี้ยื่นเข้าสู่ที่ประชุมสันนิบาตชาติ แล้วสันนิบาตชาติก็มีมติให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายไป”

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ ความนิยมในกัญชาหายไป กลับรุ่งเรืองที่สุดในยุคร่วมสมัยช่วงทศวรรษที่ 60 ที่วิถีฮิปปี้เบ่งบาน ด้านหนึ่งมันแปรเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสังคม ความเป็นอิสระที่หนุ่มสาวยุคนั้นโหยหา เมื่อสงครามเวียดนามและบรรยากาศช่วงนั้นผ่านพ้น กัญชาก็ไม่ได้ซบเซาลงไปด้วย เพราะมีกระแสรัสตาฟาเรียน ศาสนาใหม่ที่นับถือจาห์เป็นเทพเจ้าเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า บ็อบ มาร์เลย์ นักดนตรีเร็กเก้นามกระเดื่องผู้นับถือรัสตามีส่วนทำให้มันได้รับความนิยมสืบเนื่อง

ช่วงเวลาไล่เลี่ย กัน ยุคแสวงหาของไทยก็เริ่มขึ้น นักศึกษา ปัญญาชน ต่างเสพกัญชา แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเพื่อความสุข แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสื่อความหมายไม่ต่างกับพวกฮิปปี้ในตะวันตก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความหมายทางการเมือง การต่อต้านสังคม ความอิสระ ก็ค่อยๆ จางลง เหลือเพียงรูปรอยของความเท่บางๆ เน้นความสุขและเฮฮาตามเพื่อนเป็นหลัก

กัญชาในเทรนด์โลก

หากดูเทรนด์ทั่วโลกจะเห็นว่า มีเสียงเรียกร้องมากมายให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ ในบางประเทศ แม้แต่ศาลเองก็เห็นว่าการสูบกัญชาไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้!

เช่นในอาร์เจนตินา เจ้าหน้าที่รัฐถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำการขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญเพราะไปจับ คนสูบกัญชา เนื่องจากวัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผู้อื่น ซึ่งสวนทางกับความเห็นของรัฐบาลอาร์เจนตินาโดยสิ้นเชิง

นอกจากการเคลื่อนไหวจากตัวผู้พิจารณากฎหมายแล้ว ประชาชนที่ชื่นชอบการสูบกัญชาในประเทศเม็กซิโกยัง ได้ออกมาร้องเพลงพร้อมสูบกัญชาอย่างบันเทิงเริงใจ เพื่อเรียกร้องให้การสูบกัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย โดยได้รับความสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้ายเพราะเห็นว่าการทำให้ถูกกฎหมายจะช่วย ควบคุมความรุนแรงที่เกิดจากแก๊งค้ายาเสพติดได้ชะงักนัก

ตามมาด้วยความเคลื่อนไหวจากประเทศยักษ์ใหญ่หลายมลรัฐอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ในหลายๆ รัฐได้มีการเคลื่อนไหวถึงกับจะออกกฎหมายให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายแล้ว

เช่น ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ จัดทำประชามติให้การปลูกและค้ากัญชาเป็นไปอย่างเสรีตามสไตล์มะกัน ซึ่งถ้ากฎหมายนี้ออกมา ความอิสระเสรีจะมากกว่าเนเธอร์แลนด์ประเทศที่ใครๆ ก็อยากจะเข้าไปนั่งสูบกัญชาอย่างสบายใจเสียอีก เพราะ ประชาชนอเมริกันอายุ 21 ปี จะสามารถครอบครองกัญชาได้ไม่เกินคนละ 28 กรัม และปลูกกัญชาได้คนละไม่เกิน 25 ตารางฟุต แถมยังสามารถค้าขายกันได้อย่างเสรีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้การออกมาเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อทำให้กัญชากลายเป็น สิ่งถูกกฎหมายจะดังลอดออกมาให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ และมีทีท่าว่าจะดังขึ้นๆ แต่ผู้อำนวยการองค์การยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ กลับออกมากล่าวว่า หากยาเสพติดกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย จำนวนคนติดยาจะต้องทะยานขึ้นอย่างแน่นอน

จากเทรนด์โลกสู่กัญชาในรั้วมหาวิทยาลัย

แม้เทรนด์การเรียกร้องนี้จะไม่เข้มข้นมากในประเทศไทย แต่กัญชายังคงแพร่หลายในรั้วมหาวิทยาลัยแบบเรื่อยๆ และยิ่งบูมมากเมื่อบทเพลงเร็กเก้และสกาได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ภาพของดนตรีแนวนี้เองก็แทบจะแยกไม่ออกจากกัญชา ผสมผสานความสนุกจากการเสพและความเท่ที่ยังหลงเหลือของมัน ก็ยิ่งทำให้ได้รับความนิยม โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับความหมายทางสังคมหรือการเมืองเช่นในอดีต

เอก นักศึกษาในภาคกลางคนหนึ่ง บอกว่า เขาแค่สูบเอาเพลิน ยิ่งสูบกับเพื่อนเยอะๆ ก็ยิ่งสนุก

“เริ่มสูบครั้งแรก ที่ห้องเพื่อน มันเอามาให้ลอง พอสูบก็รู้สึกชอบ เลยไปหาซื้อเอง เขาเริ่มแบ่งขายตั้งแต่ราคา 100 บาท แรกๆ มันก็พอนะ พอสูบไปสูบมาเริ่มไม่พอ ก็เขยิบไป 300 เรื่อยๆ จนถึง 1,000 บาท ซื้อทีก็สูบได้เป็นอาทิตย์ แล้วอย่างอุปกรณ์การสูบ เดี๋ยวนี้หาซื้อง่าย ไปตามร้านที่ขายเตาบาระกุก็มีวางขายหน้าร้านแล้ว

“กลัวโดนจับเหมือนกัน เพราะหลังๆ เริ่มมีตำรวจเข้ามาตรวจตามหอ ตามถนนบ่อยๆ แต่อีกใจก็คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอกเพราะเราสูบแค่เล็กน้อยไม่ใช่รายใหญ่สัก หน่อย”

ส่วน โจ นักศึกษาอีกคนทางภาคเหนือ เป็นทั้งผู้เสพและขาย สารภาพว่า

“ที่หันมาขายกัญชา เพราะตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปเช่าบ้านกับเพื่อนๆ เวลาว่างก็ไม่มีอะไรทำ อยู่แต่บ้าน จนมีเด็กที่เรียนสาขาเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่เอามาสูบกันเองก่อนในบ้าน พอเริ่มสูบบ่อยขึ้น เพื่อนๆ ที่เช่าบ้านอยู่ติดกันก็เริ่มเข้ามาในบ้านเพื่อมาขอสูบด้วย เป็นอย่างนี้ทุกวันจนพักหลังมันเยอะจนซื้อไม่ไหว เราก็เลยเริ่มแบ่งขายจากที่เราไปรับมา”

ซื้อขีดละ 2-3 พันบาท มาแบ่งขายราคา 200-300 บาท อีกส่วนเก็บไว้เสพเอง โดยลูกค้าส่วนใหญ่คือเพื่อนๆ นักศึกษาที่รู้จักกัน เพราะเขาเองก็กลัวโดนจับ ส่วนตอนนี้โจเลิกขายแล้ว แต่ไม่ได้เลิกสูบ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กัญชาจะแพร่หลายในมหาวิทยาลัย แต่ในมุม ป.ป.ส. กลับเห็นว่าแนวโน้มของผู้เสพกัญชาลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับทุกวันนี้กระแสของยาเสพติดในหมู่วัยรุ่นเปลี่ยนไป กลายเป็นกลุ่มยาประเภทแอมเฟตามีน เช่น ยาบ้า ยาอี หรือยาไอซ์แทน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ปกติเพราะเมื่อวันหนึ่งมียาที่ออกฤทธิ์รุนแรงกว่า ยาเก่าก็ต้องเสื่อมความนิยมไปโดยปริยาย

"ตอนนี้เทรนด์หรือกระแสในโลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกวันนี้ เราเลยมุ่งไปที่ยาบ้ามากกว่า พูดง่ายๆ คือเราก็ดูแลตามปกติ ตามกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งเราคิดว่าสามารถควบคุมได้ และที่ผ่านมาเราก็นำคนเสพเข้าบำบัดอย่างต่อเนื่อง"
........

กัญชาในรั้วมหา’ ลัย คงยากที่จะกำจัดให้หมดไป เพราะสำหรับคนวัยนี้ แม้กัญชาจะไม่ได้มีความหมายอะไรมาก แต่อาจเป็นวิธีการแสวงหาอะไรบางสิ่งที่เราก็ตอบไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว สังคมจะยอมรับได้แค่ไหน คงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันหาคำตอบ
>>>>>>>>>

ข้อมูลจาก