วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

เปิดข้อสังเกตต่อร่างประมวลยาเสพติดฉบับใหม่

ร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้ ในความจริงควรกลับไปแยกว่า ใครคือผู้เสพ หรือผู้ค้ารายย่อย เช่นพวกที่ครอบครองเม็ดสองเม็ด ควรมีมาตรการที่แตกต่างกัน แต่พบว่าในร่างฯฉบับนี้ยังไม่ได้แยก ซึ่งมองว่าบางครั้งบางทีโทษก็รุนแรงเกินไป ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจนจะทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อมีผู้บริสุทธิ์โดนเข้าไปด้วย 


การแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นจำนวนหลายฉบับ และอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน ซึ่งทำให้การทำงานที่ผ่านมาขาดความเชื่อมโยงในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

มาถึงรัฐบาลยุคคสช.กำลังมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ หรือเรีกยว่า ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ถือ เป็นการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ  โดยเป็นการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติด  จำนวน 7 ฉบับ ประกอบด้วย

1.พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

3.พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

4.พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5.พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

6.พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550

และ 7.พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545  ไว้ด้วยกันในรูปแบบประมวลกฎหมาย

โดยปรับปรุงสาระสำคัญของบทบัญญัติของกฎหมายยาเสพติดบางประการให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ปัจจุบัน สถานะร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ผ่านครม.แล้ว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 อยู่ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สำนักข่าวอิศรา หยิบยก ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ บางหน่วยงานมานำเสนอ ทั้งในประเด็น ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ความเชื่อมโยงและความซ้ำซ้อน การกำหนดฐานความผิด บทนิยาม แนวนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด คณะกรรมการ   การควบคุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  ฯลฯ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า หลักการร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ เป็นการยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สามารถจับกุมดำเนินคดีกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่อย่างได้ผล ขณะเดียวกันเป็นการลดจำนวนผู้เสพรายใหม่ และผู้เสพผู้ติดซ้ำเพื่อคืนคนดีให้สังคมได้

ด้านสำนักงานอัยการสูงสุด มีข้อสังเกต 

1.ร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ  มาตรา 438 ให้อำนาจพนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สั่งชะลอการฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งให้ใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษผู้ต้องหานั้น ควรกำหนดให้อัยการสูงสุด มีอำนาจตามข้อบังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการสั่งยุติการดำเนินคดี สั่งชะลอการไม่ฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษแก่ผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ จึงควรบัญญัติเพิ่มเติมความในร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ  มาตรา 8 วรรคสี่ โดยให้อัยการสูงสุดร่วมรักษาการกับนายกรัฐมนตรีในภาคสามแห่งประมวลกฎหมายนี้

2.ร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ การระบุ จำแนก ชนิด ประเภทยาเสพติด ควรกำหนดไว้หมวดเดียวกัน เพื่อความชัดเจน และคล่องตัวในการทำความเข้าในในกฎหมาย

การกระทำที่เป็นบัญญัติให้ความผิดในแต่ละฐาน ควรกำหนดเรียงตามระดับความร้ายแรงของยาเสพติด และความร้ายแรงของการกระทำให้ชัดเจน รวมทั้งการกำหนดโทษในแต่ละฐานความผิดให้ชัดเจน และเหมาะสมกับความร้ายแรงของยาเสพติด และความร้ายแรงของการกระทำ

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีประเด็นข้อสังเกตในเรื่ององค์ประกอบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ร่างมาตรา 345 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งมีอำนาจตามร่างมาตรา 346 ได้แก่ เสนอแนะต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวง ตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำควาผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด วินิจฉัยทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ฯลฯ  โดยร่างนี้มิได้กำหนดให้เลขาธิการ ปปง.เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย  ซึ่งหากกำหนดให้เลขาธิการ ปปง.เป็นกรรมการด้วยแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่การประสานความร่วมมือกันในการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่เกิดความซ้ำซ้อน

ขณะที่มีความเห็นที่น่าสนใจจากสำนักงานศาลยุติธรรม เกี่ยวกับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด อาทิ 

1.    ที่ขาดลักษณะของความเป็น 'ประมวลกฎหมาย' และอาจทำให้เกิดข้อขัดข้องในการบังคับใช้ อาทิ บทบัญญัติเกี่ยวกับยาเสพติพให้โทษในลักษณะที่ 2 หมวด 1 และบทบัญญัติเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ในลักษณะที่ 2 หมวด 2 ที่บทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกัน เช่น เกี่ยวกับการอนุญาต หน้าที่ผู้รับอนุญาต หน้าที่เภสัชกร การโฆษณา อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีความซ้ำซ้อนกับความผิดเกี่ยวกับสารระเหยทำนองเดียวกัน

2.    ร่างมาตรา 233 ที่กำหนดให้การพิจารณาพิพากษาความผิดมาตรา 228 มาตรา 229 วรรสอง หรือมาตรา 230 วรรคสอง ให้ศาลไต่สวนการกระทำของผู้กระทำความผิดว่า มีบทบาทนำหรือบทบาทสำคัญในเครือข่ายอาชกรรมยาเสพติด หรือการกระทำความผิดโดยมุ่งหมายของเครือข่ายอาชญกรรมหรือเกี่ยวกันถึงผู้มีบทบาทนำ หรือบทบาทสำคัญ

และมาตรา 234 ในการพิจารณาพิพากษาความผิดมาตรา 229 วรรคหนึ่ง ให้ศาลไต่สวนลักษณะของการกระทำของผู้กระทำความผิดว่า มีบทบาทน้อยภายใต้การสั่งการ หรือเกี่ยวข้องเนื่องจากถูกกดดัน บังคับ ข่มขู่ หรือมีส่วนร่วม เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

การบัญญัติตามร่าง มาตรา 233 และร่างมาตรา 234 ดังกล่าว เป็นการกำหนดให้ศาลไต่สวนบทบาทของผู้กระทำความผิด ดังนั้นการกำหนดให้ศาลมีหน้าที่ไต่สวนดังกล่าว มีความแตกต่างจากการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบกล่าวหา

ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมมีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยพิจารณาพิพากษาคดีจากพยานหลักฐาน ซึ่งโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด รวมถึงในคดียาเสพติดที่โจทก์ควรมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด มีบทบาทนำ หรือผู้มีบทบาทน้อยในการสั่งการ กรณีจึงไม่สมควรกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรทำหน้าที่ไต่สวนในคดีดังกล่าว

3.    การกำหนดให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดตามบทบาทความสำคัญในการกระทำความผิดนั้น เป็นหลักการที่ดี แต่จะต้องมีหลักที่มีความชัดเจนให้เพียงพอเป็นแนวทางให้ศาลใช้ดุลยพินิจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย

บทบัญญัติมาตรา 227 ที่กล่าวถึง บทบาทนำ และบทบาทสำคัญ ใช้ถ้อยคำเป็นทำนองยกตัวอย่าง ไม่มีลักษณะเป็นนิยามที่ชัดเจน อีกทั้งเป็นการวางกรอบการใช้ดุลยพินิจของศาลในการลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยแท้จริงหรือไม่ โดยในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามมาตรา 176 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

นอกจากนี้ ถ้อยคำว่า เครือข่ายอาชญากรรม ก็ไม่มีความชัดเจนก่อให้เกิดข้อขัดข้องในการวินิจฉัยและจะเพิ่มการโต้แย้งในคดีมากขึ้น

4.    ความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดที่กำหนดขึ้นมาใหม่ ในมาตรา 23 และมาตรา 25  และมาตรา 231 ซ้ำซ้อนกับความผิดฐานครอบครองยาเสพติดที่มีอยู่เดิม ไม่ชัดเจนว่า จะมีความหมายและขอบเขตเพียงใด และอาจกระทบต่อบัญญัติอื่นๆ เช่น การนำผ่านยาเสพติดตามมาตรา 84 ถือเป็นการลำเลียงหรือไม่ การครอบครอบภายใต้การควบคุมเพื่อการสืบสวนตามมาตรา 326 จะถือว่าเป็นบทบัญญัติยกเว้นความผิดนี้ด้วยหรือไม่

5.    การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ติดยาเสพติดที่กระทำผิดเป็นครั้งที่ 3 เมื่อพ้นโทษแล้วไว้ในสถานพยาบาล โดยไม่มีกำหนระยะเวลา ตามมาตรา 269 อาจเป็นบทบัญญัติที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เป็นต้น

ขณะที่ทางด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์  ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ประมวลกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดยาเสพติดอยู่ที่ 5ประเภท โดยเฉพาะประเภทที่5 ที่เป็นพืชเสพติดประเภทกระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย หรือกัญชง อะไรพวกนี้  มีข้อถกเถียงกันคือว่า เรื่องกระท่อม กัญชา ที่สามารถนำมาสกัดเป็นยา คิดว่าประมวลยาเสพติดควรเขียนคำนิยามใหม่ ให้แยกประเภทยาเสพติดออกจากพืชเสพติด และวัตถุออกฤทธิ์ประสาท อย่างเช่นสารระเหย พวกกาว ก็ควรแยกออกมา แต่ในร่างประมวลยาเสพติดกลับรวมเอาไว้หมดเลย

รองเลขาธิการ คปก. กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการในระบบสาธารณสุข พร้อมถึงใช้นิยามยาเสพติดแบบแยกโดยเฉพาะประเภทที่ 5  คปก. เลยเสนอให้เอาพืชเสพติดออกมาเลย ถ้าเอาพืชเสพติดออกมา จะได้ไม่เข้ามาอยู่ในประเภทที่5 เพราะฤทธิ์ของไม่รุนแรง เหมือนเฮโรฮีน หรือยาบ้า เราสามารถที่จะพัฒนาให้เป็นยาได้ และกระบวนการดูเเลในส่วนของวัตถุออกฤทธิ์ก็ควรแตกต่างกันไป  เราใช้วิธีการควบคุมพื้นที่ แต่สามารถให้ปลูกได้ในการผลิตทำเป็นยา ให้มีโทษที่แตกต่างกัน

น.ส.ศยามล ยังมองด้วยว่า ตัวนโยบายของประมวลกฎหมายยังเน้นไปที่การปราบปรามยาเสพติด แม้ว่าพูดเรื่องการส่งเสริม ในตอนท้ายก็ตาม แต่ยังไม่มีหลักการที่ว่าผู้เสพคือผู้ป่วย หมายความว่า ถ้าเราเน้นว่าผู้เสพคือผู้ป่วยเราต้องเน้นในเรื่องการป้องกันก่อน มาตรการป้องกัน คือจะมีการคัดกรองเขา ถ้าเป็นผู้ป่วยก็ให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ บำบัดให้เขา มีสถานที่ให้ในการบำบัด แต่ ปปส.ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้

"คปก.เห็นว่าต้องอาศัยหลักการสาธารณสุขเข้ามาจับ โดยการที่ผู้เสพคือผู้ป่วย ปปส.เน้นการปราบปรามเป็นหลัก ให้มีโทษอยู่เหมือนเดิม อยากจะจัดการกับคนที่ค้ายา แต่ลึกๆ ก็ยังกลัวว่าผู้ค้ายาจะแอบแฝง" น.ส.ศยามลกล่าวและว่า ในความจริงควรกลับไปแยกว่า ใครคือผู้เสพ หรือผู้ค้ารายย่อย เช่นพวกที่ครอบครองเม็ดสองเม็ด ควรมีมาตรการที่แตกต่างกัน แต่พบว่าในร่างฯฉบับนี้ยังไม่ได้แยก ซึ่งมองว่าบางครั้งบางทีโทษก็รุนแรงเกินไป ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจนจะทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อมีผู้บริสุทธิ์โดนเข้าไปด้วย โดยเฉพาะการให้อำนาจดุลพินิจคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งมาดูเเลแผนแม่บทต่างๆ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจ จะเจอภาวะคนที่ตกเป็นเหยื่อมากกว่าคนที่เป็นผู้ค้าอย่างแท้จริง

นี่คือข้อสังเกตจากหลายหน่วยงาน ที่มีต่อร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีรายละเอียดและเนื้อหาที่ต้องพิจารณาอยู่มาก  ผ่านมาหลายเดือนหลายๆคนตั้งตารอว่า กฎหมายใหม่นี้จะออกมาดีกว่าเดิมหรือไม่ แม้แต่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเองก็ยังลุ้น อยากให้มีการพิจารณาแล้วเสร็จทันภายในปีนี้

ที่มา http://isranews.org/thaireform-other-news/item/49825-law090959.html

หนุนมาตรการบำบัดรักษาผู้เสพ แทนโทษอาญา กันคน 1.5 ล้านเดินผ่านคุก

ผจก.ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา ชี้กม.ยาเสพติดไทยมีช่องโหว่ ยันในทางการแพทย์การระบุให้พืชประเภทใดเป็นพืชเสพติดในประเภท 4 หรือ 5 ไว้ในครอบครองเกิน 10 กก.ขึ้นไป ไม่ถือว่า เข้าข่ายมีไว้เพื่อจำหน่าย หนุนยกเลิกกระท่อม-กัญชาจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5
วันที่ 26 กันยายน คณะกรรมการปฎิรูปกฎหมาย (คปก.) ชุดที่หนึ่ง จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด" ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส แวนด้าแกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี



ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ คปก. กล่าวถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดอยู่ในขั้นพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ผ่านมา คปก.ชุดที่หนึ่งได้จัดทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดไปแล้ว 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง หลักการในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด 2. แนวทางการปฎิรูปกฎหมายเพื่อการพัฒนาระบบบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพและผู้ติดยาเสพ 3. การดำเนินคดีที่เป็นธรรม:กรณีการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ4. กฎหมายเกี่ยวกับพืชกระท่อม ซึ่งความเห็นทั้งหมด ภายใต้ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การมีส่วนร่วม และคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ด้านนายสมชาย หอมลออ กรรมการปฎิรูปกฎหมายชุดที่หนึ่ง กล่าวถึงหลักการและแนวทางการปฎิรูปกฎหมายยาเสพติด พร้อมสรุปบทเรียนจากประเทศต่างๆ โดยเห็นว่า การใช้มาตรการกับผู้เสพยาต้องแยกให้ชัดเจน รวมถึงผู้ผลิตก็มีทั้งรายใหญ่ รายย่อย ผู้เสพยาเสพติดที่มีไว้ในครอบครอง มีจำหน่ายไว้เพื่อเสพ ดังนั้นปัญหายาเสพติดจึงไม่ใช่แค่ขาวกับดำเท่านั้น แต่ยังมีสีเทาๆ ด้วย

“การมองปัญหายาเสพต้องมองตามความเป็นจริงว่า มีสีเทาๆ ฉะนั้นต้องใช้มาตรการกับผู้เสพยาอย่างจำแนก คัดกรอง และการลดอันตรายจากการใช้ยา (Harm Reductiin) ซึ่งในทางหลักการได้รับการยอมรับ แต่แนวทางปฏิบัติกลับยังไม่ชัดเจน” กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าว และว่า เราคงไม่ถึงขั้นทำให้ยาเสพติดบางประเภทถูกกฎหมาย แต่เราต้องจำแนก เหยื่อ อาชญกรรมยาเสพติด และลดทอนความเป็นอาชญากรรมลง (Decriminalization) เช่น กัญชา และพืชกระท่อม ผู้เสพผู้ครอบครองเพื่อเสพ ที่ผ่านมาก็มีการเสนอไม่ควรใช้มาตรการทางอาญาในการลงโทษ

"ส่วนตัวมองว่า ผู้เสพ ผู้ครอบครองผู้เสพไม่ควรใช้มาตรการทางอาญาและควรใช้มาตรการที่เหมาะสมกับผู้ค้าเพื่อเสพ ผู้ค้ารายย่อย ผู้รับจ้างขนยาเสพติด และผู้เสพรายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมยาเสพติด ซึ่งตรงนี้ต้องชัดเจน และไม่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการสาธารณสุขที่มองผู้เสพเป็ยผู้ป่วยและต้อง ส่งเข้ารับการบำบัดรักษา "นายสมชาย กล่าว

ส่วนการดำเนินคดียาเสพติด นายสมชาย กล่าวว่า มีการปฎิบัติอย่างไม่สอดคล้อง เช่น การบังคับบำบัดมีตั้งเป้าทุกปี แต่ไม่เคยตั้งคำถามปีต่อๆ ไปควรลดลงหรือไม่ ตั้งคำถามถึงมาตรการปราบปรามยาเสพติดไม่ได้ผล  จึงมองว่า การตั้งเป้าบังคับบำบัดเป็นเพียงการโฆษณาการทางการเมืองมากกว่าการนำไปปฎิบัติอย่างจริงจัง

ด้านนายวีระพันธ์ งามมี กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิโอโซน กล่าวถึงการทำให้โลกปลอดยาเสพติด เชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ เป็นโลกในอุดมคติ ฉะนั้น จำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ โดยยอมรับเราสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดคลี่คลายลงได้ โดยไม่ต้องรอให้คนเลิกยา เพียงแต่ช่วยให้เขาเหล่านั้นจัดการเรื่องการใช้ยาของตนเองได้ เช่น ลด ละ ให้มีการใช้ยาอย่างปลอดภัย ไม่อันตรายต่อคนรอบข้าง ไม่อยู่ในภาวะพึ่งพิง  จนเลิกใช้ยาในที่สุด

นายวีรชัย กล่าวถึงการให้องค์ความรู้กับสังคมลดอันตรายจากการใช้ยา ให้เหมือนการรณรงค์เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น HIV พร้อมเสนอให้ศูนย์บริการสาธารณสุขควรเป็นศูนย์คัดกรองผู้เสพ ผู้ครอบครองยาเสพติด แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับปัสสาวะ

ด้านนายแพทย์วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวถึงทัศนคติต่อผู้เสพยาเสพติดในอดีตว่า การเสพยาเป็นความผิด แต่พอทำไปๆ ปัญหายาเสพติดไม่ได้ลดน้อยลง ทั้งผู้ใช้ยาเสพติดกลับเพิ่มขึ้น ราคายาบ้าแพงมากขึ้น ผู้ค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ป่วยระบบบังคับบำบัดเพิ่มขึ้น

“ความสมดุลของแนวคิดกับการปฎิบัติ ผู้ใช้ยาเสพติดเป็นผู้ป่วยจริงหรือไม่ เป็นการเจ็บป่วยที่รัฐควรดูแลเพียงใด การดูแลแบบลงโทษบังคับบำบัดลดปัญหา หรือเพิ่มปัญหา ที่เป็นปัญหาในบ้านเรา คือ การนำเอาคนผ่านเรือนจำ 1.5 ล้านคน เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราหวังดีแต่ทำอันตราย Do No Harm”

นพ.วิโรจน์  กล่าวถึงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ระบุว่า งบประมาณของกรมราชทัณฑ์เป็นงบครึ่งหนึ่งของกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด ซึ่งไม่คุ้มค่า และในทางการแพทย์

“ธรรมาภิบาลกับความคุ้มค่า นำคนเข้าคุก ทั้งๆ ที่ค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน เราสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจตรงนี้ไป จับคนเข้าคุกกลายเป็นขาดทุน สร้างอาชญากรเพิ่มขึ้น ดังนั้นโทษอาญาคดียาเสพติด ขนาดไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา”

นพ.วิโรจน์ กล่าวถึงการติดยาเสพติดอีกว่า เป็นโรคชนิดถึง ยิ่งวัยเด็กยิ่งติดง่าย แต่สามารถรักษาได้ และสมองสามารถกลับมาปกติได้ ดูผลวิจัยชี้ชัดให้เปรียบเทียบจากสมองที่ติดยาและเลิกยาได้ในเวลาต่อมา


“ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขพร้อมส่งเสริมป้องกัน การรักษา การเข้าถึงและเน้นดูและกลุ่มผู้ใช้แมทเอมเฟตามีน รวมทั้งการลดอันตรายเน้นในเรื่องกลุ่มที่ใช้ยาฉีดที่ยาเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเอดส์ และไวรัสตับอักเสบซีเป็นต้น และเปลี่ยนจากยาฉีดเป็นยากิน”

ด้านผศ.ดร.ธานี วรภัทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ผู้เสพ ครอบครองเพื่อเสพ หรือซื้อหาเพื่อเสพยังมีโทษทางอาญาอยู่ ทั้งที่ๆ มีความพยายามนำเสนอให้ปลดล็อกตรงนี้ และแม้ว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข ก็ขานรับแนวคิดผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วย จะง่ายมากหากตัดบทบัญญัตินี้ออกไปตั้งแต่ชั้น ป.ป.ส.เสนอ

“การเปลี่ยนตัวบทกฎหมายไม่ได้เปลี่ยนยาก ที่ยาก คือ การเปลี่ยนชุดความคิด โดยเฉพาะกระแสสังคมที่เกี่ยวกับยาเสพติด ยังเห็นว่า เรื่องนี้ยังร้ายแรงอยู่”

ผศ.ดร.ธานี กล่าวด้วยว่า การออกแบบกฎหมายทางนิติบัญญัติด้านยาเสพติดของบ้านเราเสี่ยงสูงมาก ไม่ต่างจากเดิม อาจปรับโทษนิดหน่อย ขณะที่การทำงานด้านสาธารณสุขก็ทำงานไม่เต็มที่ ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดควรมีเรื่องป้องกัน บำบัดด้านสาธารณสุข ที่ตลกมากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกมีประมวลกฎหมายยาเสพติด ทะลึ่งมีป.วิญา มีความผิดอาญาเสียบเข้าไปด้วย มหัศจรรย์แห่งโลก

สุดท้ายผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวถึงพืชเสพติดกับมิติการรักษาโรคว่า ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด พ.ศ. 2522 ระบุให้กระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย กัญชง เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 5 ทั้งๆที่พืชเหล่านี้ถือเป็นพืชเสพติด เป็นสมุนไพร ตรงนี้ยังเป็นช่องโหว่ของการตีความในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด เพราะในทางการแพทย์การระบุให้พืชประเภทใดเป็นพืชเสพติดในประเภท 4 หรือ 5 ไว้ในครอบครองเกิน 10 กิโลกรัมขึ้นไปไม่ได้ถือว่า เข้าข่ายมีไว้เพื่อจำหน่าย ในกรณีที่เป็นพืชสมุนไพรที่ผ่านการสกัดเป็นตัวยาแล้วก็ยังมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถพัฒนายาต่อยอดในประเทศได้แล้ว ขณะที่พืชไทยหลายชนิดถูกต่างประเทศวิจัยแล้วจดสิทธิบัตร จึงอยากเสนอให้มีการยกเลิกกระท่อมและกัญชาจากการเป็นยาเสพติดในประเภท 5 และให้ปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมเป็นอย่างอื่น

"เราจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเคลื่อนเรื่องนี้เพิ่มขึ้น เวลาเราเทียบตัวชี้วัดว่าพืชเสพติดต่างๆเช่น กระท่อม  กัญชา อยู่ในลำดับเท่าไหร่หากเทียบกับเฮโรอีน ที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ซึ่งตอนนี้ในต่างประเทศมีการจดสิทธิบัตรสารสังเคราะห์ที่สกัดมาจากกระท่อมและกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางยาแล้ว ขณะที่ทางไทยยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี กับพืชเสพติดดังกล่าว "เภสัชกรนิยดา กล่าว

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวด้วยว่า ยาแผนโบราณของทางเอเซียส่วนใหญ่ใช้พืชสมุนไพรเป็นผสม ในอดีตไม่เคยมีการขึ้นบัญชีกระท่อมเป็นพืชเสพติด กระท่อมเวลาจดสิทธิบัตรจะใช้ชื่อ kratom โดยมีการจด 2 ครั้ง ในปี 2009 และ 2012 โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ยื่นจดแบบ PCTและมีการระบุว่าพบพืชกระท่อมในอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย พบว่ากระท่อมของไทยมีคุณสมบัติสูงมาก มีสรรพคุณระงับการปวดดีกว่ามอร์ฟีน 17 เท่า

ที่มา http://isranews.org/isranews-news/item/50304-drugs.html