วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559
กัญชากับการลดระดับน้ำตาลในเลือด
ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้สูบกัญชาประมาณ 17.4 ล้านคน ซึ่งประมาณ 4.6 ล้านคนสูบเป็นประจำทุกวัน การศึกษาระบาดวิทยาที่ผ่านมาพบว่าในผู้ที่สูบกัญชามีความชุกของโรคอ้วน และโรคเบาหวานต่ำกว่าคนที่ไม่เคยสูบกัญชา แสดงให้เห็นว่าสาร cannabinoid ที่พบในกัญชาอาจมีความสัมพันธ์กับระบบการเผาพลาญของร่างกาย
Ms. Penner และคณะ ทำการศึกษาความสัมพันธ์ของการสูบกัญชากับระดับน้ำตาลในเลือด ในอาสาสมัคร 4657 ราย โดยให้ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยา พบว่า 579 ราย สูบกัญชาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา 1975 ราย เคยสูบกัญชามาก่อน แต่ในปัจจุบันเลิกแล้ว และ 2103 ราย ไม่เคยสูบกัญชาเลย จากนั้นทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 9 ชั่วโมง และประเมินภาวะต้านอินซูลินด้วย HOMA-IR (homeostasis model assessment of insulin resistance) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่สูบกัญชาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยสูบกัญชา ร้อยละ 16 นอกจากนั้นยังมีค่า HOMA-IR ต่ำกว่าร้อยละ 17 ระดับคอเลสเตอรอล HDL สูงกว่า 1.63 mg/dL และมีรอบเอวเล็กกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งก่อนและหลังการปรับค่าพหุตัวแปร (Multivariate adjustment) รวมถึงตัดข้อมูลที่ได้จากอาสาสมัครที่เป็นโรคเบาหวานออกไป ส่วนกลุ่มที่เคยสูบกัญชาแต่เลิกแล้ว ไม่พบว่ามีการลดลงของระดับน้ำตาลเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยสูบกัญชา จึงสันนิษฐานได้ว่าผลของกัญชาที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดจะมีผลเฉพาะช่วงที่ใช้กัญชาอยู่เท่านั้น
cr.http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.php?id=1120
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559
THC สารพิเศษในกัญชา
THC สารพิเศษในกัญชา
THC หรือ tetrahydrocannabinol เป็นหนึ่งในหลายๆ สารประกอบที่พบในเรซินที่หลั่งมาจากต่อมของพืชกัญชามันเป็นส่วนผสมหลักในกัญชาและพบว่าภายในในตาหรือดอกของพืชกัญชาหญิง
THC ถูกสร้างขึ้นเมื่อสารตั้งต้นผลิตกรด cannabinolic และสูญเสียกลุ่ม carboxyl เนื่องจากให้ความร้อนของดวงอาทิตย์ เช่น การทำอาหาร ,การเผาไหม้ ฯลฯ และ จะกลายเป็น tetrahydrocannabinol ( THC )
พืชกัญชาเป็นธรรมชาติกับการป้องกันการทำร้ายและโรค การใช้งานทางการแพทย์ที่มีศักยภาพของกัญชา ‘ THC เป็นส่วนผสมของการทำงานของสะภาวะเคลิ้ม รวมทั้ง การบรรเทาอาการปวด การยับยั้ง โรคมะเร็ง โรคต้อหิน โรคลมชัก และความล่าช้า ของการเกิดโรค อัลไซเม ฯลฯ
8 จากประโยชน์ที่ได้รับหลักฐานการแพทย์ของ THC
1.ปวด (บรรเทาอาการปวด)
THC เป็นส่วนผสมในกัญชาผู้รับผิดชอบสำหรับผลกระทบการบรรเทาความเจ็บปวดของ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า THC เปิดใช้งานอย่างทุลักทุเลในระบบประสาทกลางที่ทำงานเพื่อป้องกันสัญญาณความเจ็บปวดจากการถูกส่งไปยังสมอง ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกเจ็บปวด
2.โรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่าของ THC ปรับปรุงการหายใจในผู้ป่วยโรคหอบหืด บางการศึกษาแสดงว่าสูบกัญชาจะช่วยให้โรคหอบหืดสงบและนักวิทยาศาสตร์พยายามพัฒนายาสูดพ่นที่สามารถส่งมอบ THC ในขณะที่ความคิดหายใจ THC ถูกทิ้งร้างในที่สุดบางคนบอกว่า vaporizers อาจจะเป็นทางออกที่ดี
3.เอดส์
เมื่อเร็ว ๆ นี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า THC อาจจะมีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์หยุดการแพร่กระจายของเชื้อ HIV ในลิง ตามที่นักวิจัยลิงที่ได้รับการรักษาด้วยยา THC สูงในชีวิตประจำวันมีเซลล์ที่มีสุขภาพมากกว่าผู้ที่ไม่ได้
4.ต้อหิน
ประโยชน์ของ THC ได้รับการยอมรับในช่วงต้นเป็นที่อาจเกิดขึ้นอีกในการบรรเทาความดันตาในผู้ป่วยที่มีโรคต้อหิน มันถูกตั้งข้อสังเกตว่ากัญชาจะช่วยลดความดันลูกตา กัญชาลดความดันลูกตาโดยเฉลี่ย 25-30% การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมื่อรมควันกัญชามันลดลงความดันลูกตา (IOP) ในผู้ที่มีความดันปกติและผู้ที่มีโรคต้อหิน
5.โรคลมชัก
การศึกษาของอังกฤษจากมหาวิทยาลัยการอ่านพบว่ากัญชาสามารถช่วยให้ผู้ที่ทุกข์ทรมานจาก epilepsy.THC มีคุณสมบัติต้านการ Convulsant นักวิจัยระบุว่าอาจจะนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพไม่มีผลข้างเคียง
6.หลายเส้นโลหิตตีบ
กัญชาอาจบรรเทาอาการเจ็บปวดของหลายเส้นโลหิตตีบการศึกษาที่ตีพิมพ์ในแคนาดาวารสารสมาคมการแพทย์พฤษภาคมแสดงให้เห็น THC ในหม้อผูกกับผู้รับในเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการปวด การศึกษาอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าสารเคมีนอกจากนี้ยังช่วยควบคุมการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
7.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
นักวิทยาศาสตร์จากสุขภาพแห่งชาติและโภชนาการการสำรวจตรวจสอบพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานประเภท 2 และกัญชา หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดสำหรับโรคเบาหวานเป็นภาวะดื้อต่ออินซูลินและนักวิจัยพบว่าสารออกฤทธิ์ในกัญชา tetrahydrocannabinol (THC) อาจช่วยให้ร่างกายใช้เวลาในการอินซูลิน
8.สมองเสื่อม
การศึกษาพบว่ากัญชา (เฉพาะ THC) ที่มีความสามารถในการป้องกันเอนไซม์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้าง amyloid คราบจุลินทรีย์สิ่งที่ฆ่าเซลล์สมองในผู้ป่วยอัลไซเม การศึกษายังพบว่ากัญชาป้องกันไม่ให้กลุ่มก้อนโปรตีนที่สามารถยับยั้งความรู้ความเข้าใจและหน่วยความจำ
cr. กัญชา.com
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559
กัญชายาวิเศษ ฮ้าไฮ้

“...ถ้าใช้ให้ถูกต้อง กัญชาคือยาสมุนไพรราคาถูกและปลอดภัย ที่สำคัญประเทศไทยปลูกได้อย่างดี เพราะภูมิอากาศของเราเหมาะสม เราน่าจะใช้กัญชาแทนยาราคาแพง...”
วรรคทองประโยคนี้ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน
ศาสตราจารย์นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช เป็นใคร? ข้อมูลจากสารานุกรมเสรี “วิกิพีเดีย” ระบุไว้ เขาคือผู้ก่อตั้งและประธานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล
สถานภาพทางสังคมสูงส่งระดับนี้ น่าจะสิ้นสงสัย...ประเด็นความน่าเชื่อถือในตัวผู้พูด
คุณหมอวิจารณ์บันทึกเอาไว้เมื่อ 4 ปีก่อน เขาได้พบกับ ผศ.นพ. ปัตตะพงษ์ เกศสมบูรณ์ ในงานสัมมนาทางวิชาการ PMAC 2011
“ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ได้อ่านบล็อกเรื่องกัญชาของผม แล้วไปค้นคว้าต่อ พบหลักฐานว่ากัญชาใช้รักษามะเร็งได้ เพราะมีฤทธิ์กระตุ้น apoptosis (การตายของเซลล์) มีผลต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ก่อผลต่อเซลล์ปกติ จึงไปติดต่อ ผอ.องค์การเภสัชกรรม เพื่อหาทางพัฒนาเป็นยา” นพ.วิจารณ์ เปิดประเด็น
“อาจารย์หมอปัตตะพงษ์ เอาซีดีมาให้ผม 1 แผ่น เป็นบทความเกี่ยวกับกัญชา ผมจึงลองเข้าไปค้นใน YouTube ด้วยคำหลัก Cannabis and cancer ได้วีดิโอเกี่ยวกับกัญชาออกมามากมาย หมายความว่า เวลานี้กำลังมีการค้นคว้าหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กันอย่างจริงจัง เพื่อให้กัญชาเป็นยา แทนที่จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”
เขาบอกว่า บทความเรื่อง Canabinoids in the treatment of cancer เขียนโดย Amy Alexander และคณะ ตีพิมพ์ใน Cancer Letters ปี 2009 ทำให้เขาได้ความรู้เพิ่มว่า กัญชามิได้มีฤทธิ์แค่ช่วยลดความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการรักษามะเร็ง
นพ.วิจารณ์ จึงเสนอไอเดีย หากกัญชามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ก็ยิ่งสมควรจะนำมาใช้เป็นยา ทั้งในรูปยาสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน ประเทศไทยจะได้มีสินค้าคุณภาพสูง และราคาแพงสำหรับส่งออก เพราะภูมิอากาศของบ้านเราเหมาะต่อการผลิตกัญชาคุณภาพสูง
เขาเห็นว่า ด้วยเหตุนี้จึงควรช่วยกันกระตุ้นให้มีการแก้ไขข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ตั้งป้อมรังเกียจกัญชา
“มีคนบอกผมว่า เป็นเล่ห์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่ต้องการกีดกันคู่แข่งสินค้าของตน” อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป็นข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ในเว็บไซต์ Gotoknow
ทุกวันนี้บางรัฐ ในสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้ประชาชนสามารถขาย หรือเสพกัญชาเพื่อการหย่อนใจได้อย่างถูกกฎหมาย และมีอีกหลายรัฐ ที่ยอมไฟเขียวให้มีการตั้งตู้ขายกัญชาอัตโนมัติ ให้แก่ผู้ที่มีใบสั่งแพทย์ มีรหัสประจำตัว และบัตรอนุญาตสำหรับใช้บริการจากตู้ขายกัญชา
ล่าสุด รัฐเวอร์จิเนีย เพิ่งเปิดทางให้ กัญชา (Cannabis หรือ Marijuana) กลายเป็นยารักษาโรคอย่างถูกกฎหมายได้อีกแห่ง เป็น รัฐลำดับที่ 12 ซึ่งอนุญาตให้สามารถใช้น้ำมันสกัดจากกัญชา (CBD Oil) กับผู้ป่วยโรคลมชัก (Epilepsy) ได้อย่างถูกกฎหมาย
ส่งผลให้วันนี้ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นสู่การวิพากษ์อย่างกว้างขวางอีกครั้งตามสื่อสังคมออนไลน์ในเมืองไทย นัยว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศไทยควรจะ “ปลดแอก” กัญชาแบบสหรัฐฯบ้าง
เป็นต้นว่า ความเห็นของผู้ที่ใช้นามแฝงในเฟซบุ๊กว่า Vee Kohyao
“ของหลายอย่างบนโลกนี้ ถ้ารู้จักใช้ ย่อมให้ประโยชน์มหาศาล”
Burnman jairock “ดูดได้ ใช้เป็น ไม่เดือดร้อนใครคือ วิถีของคนใช้กัญชา”
แต่ Pompom Giinng กลับเห็นแย้งและตอบโต้อย่างหนัก
“เห็นด้วยนะ ถ้าสูบแล้วไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัว หรือคนรอบบ้าน ถ้าเอาแต่สูบแล้วไม่ทำงานทำการ ขี้เกียจตัวเป็นขน ทุบตีเมีย ไถเงินพ่อแม่ ระรานชาวบ้าน คิดว่าตัวเองแน่ ที่บรรยายมาทั้งหมดนี่ เคยเจอกับตัวเองมาแล้วค่ะ”
Krairuek สวนหมัด “ผมมองว่า มันก็แค่หญ้ารื่นเริงเท่านั้นครับ”
แต่ Alzheimer ไม่คิดอย่างนั้น “คงไม่รื่นเริงหรอกมั้ง เมาหญ้านี้ทีไร ลุกแทบไม่ขึ้น”
รายต่อมา เอมมิกา โพสต์ถามด้วยความสงสัย “อีกหน่อยคนบ้าจะไม่เต็มบ้านเต็มเมืองเหรอคะ นี่ขนาดห้าม ยังรักษากันไม่หวาดไหว”
Bon Fah เห็นว่า “กัญชาควรจะอยู่แต่ในวงการแพทย์ ทุกวันนี้แค่ฝิ่นกับใบกระท่อม ก็ดัดแปลงกันไปสารพัดสูตรยาแล้ว ยังไม่พออีกหรือ ของพรรค์นี้ถ้าอยู่ในมือคนดีก็ปลอดภัย แต่ถ้าอยู่ในมือคนไม่ดีล่ะ ประเทศฉิบหาย!!!”
เค้าว่ากัญ ออกความเห็นเป็นรายถัดมา
“มันต้องแยกเป็น 2 ส่วนนะ ผู้ป่วยจะใช้กัญชาเป็นยา แต่ขี้ยาจะใช้เพื่อหลับฝัน ผู้ป่วยจะใช้เพื่อการดำรงชีพให้ปกติ แต่ขี้ยา ดำรงชีพไม่ได้ ผู้ป่วยจะใช้กัญชาเพื่อเติมเต็ม แต่ขี้ยาเติมเท่าไรก็ไม่เต็ม ผมเป็นผู้ป่วยนะ ไม่ใช่ขี้ยา”
ส่วนข้อถกเถียง สูบกัญชาแล้วทำให้บ้าคลั่ง Talek Thong กับ Eak Achi เถียงคอเป็นเอ็นว่า พวกเขายังไม่เคยเห็นคนเมากัญชา เอามีดแทงตัวเอง มีแต่มองโลกสดใส ยิ้มได้ทั้งวัน
Rang Cbr ช่วยเสริมความเห็นอีกแรง “ดูดกัญชาแล้วไปฆ่าข่มขืนใครน่ะเหรอ? จะแก้ผ้ายังไม่มีแรงเลยหนูเอ้ย”
คนตกปลา บ้าปืน ให้ความเห็น “จะเปิดเสรีกัญชาได้ กฎหมายต้องเข้มแข็งและเด็ดขาด ที่อเมริกาเปิดเสรีได้ เพราะแค่ตำรวจเรียกให้หยุด ถ้าไม่หยุดยังโดนยิง เมืองไทยต้องเด็ดขาดแบบนี้บ้าง”
Tape Smile ให้ทรรศนะ
“ถ้ากัญชาถูกกฎหมาย จะมีบริษัทขายยาและพวกที่เสียผลประโยชน์จำนวนมาก ขนาดอเมริกาเองยังทำให้ถูกกฎหมาย แค่บางรัฐเลย เขาอยากได้คนโง่ และชี้ความรู้ที่ผิดให้แก่ผู้ใช้กัญชาว่า เป็นพวกขี้ยา อยากให้สู้ครับ ผมสนับสนุนอีกเสียง”
ทิ้งท้ายอีกสักความเห็นของ Chatchawal Tech. “ในกัญชามีตัวยาอยู่ 300 กว่าชนิด แต่มีตัวเดียวที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ข้อดีจึงมีมากกว่าข้อเสีย เทียบกับบุหรี่แล้วหาข้อดีแทบไม่เจอ แต่ดันมีวางขายกันเกลื่อน สรุปแล้วผมว่า ดีหรือไม่ อยู่ที่การนำไปใช้”
ทั้งหลายทั้งปวง นำมาสู่คำถามเพื่อหาคำตอบ วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เมืองไทยควรปลดแอกกัญชาออกจากยาเสพติด ถ้ายังตัดสินกันไม่ได้ คงต้องพึ่งคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า การจะพิจารณาว่าสิ่งใดดีหรือไม่ แบบคร่าวๆนั้น พระพรหมมังคลาจารย์ หรือท่านเจ้าคุณปัญญา แห่งวัดชลประทานฯ เคยสอนไว้
ต้องให้ครบดัชนีชี้วัดทั้ง 3 องค์ประกอบ นั่นคือ สิ่งนั้นทำแล้วตัวเองไม่เดือดร้อน ทำแล้วผู้อื่นไม่เดือดร้อน และทำแล้วเกิดประโยชน์ ท่านว่าทำไปเถิด เพราะได้ชื่อว่าสิ่งนั้น “ดี”
เรื่องของ “กัญชา” ใบหญ้าต้องห้าม ที่ประมาณกันว่า เวลานี้ทั่วโลกมีผู้สูบมากมายก่ายกองถึงวันละ 0.6% ของประชากรโลก ก็เช่นกัน ไม่หนีไปจากดัชนีชี้วัด 3 สัจธรรมนี้.
ที่มา. http://www.thairath.co.th/content/524025
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

