วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จริงไม่จริง ลองฟังนักวิจัย! ข้อดีของ “กัญชา” ตามหลักวิทยาศาสตร์ : รศ.ดร.สุรางค์ ลีละวัฒน์ โดย MGR Online

 

  เป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง กับกระแส “กัญชารักษาโรค” ซึ่งกลายเป็นที่สนใจจากทั้งวงการแพทย์ ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดาทั่วไปว่ากัญชา ไม่ใช่แค่สารเสพติดอย่างที่เข้าใจมาก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
     
       โดยความเคลื่อนไหวของ “กัญชารักษาโรค” มีการเรียกร้องต่างๆ ว่าให้มีการถอดกัญชาออกจากสารบบของยาเสพติด เนื่องจากในสารจากเจ้าพืชสีเขียวนั้นมีคุณประโยชน์ที่จะส่งผลดีต่อร่างกาย และช่วยรักษาโรคได้ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวยังไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากยังคงติดอยู่กับตัวข้อกฎหมายอยู่

    เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ได้สนทนาขอข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง สุรางค์ ลีละวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของผลงานวิจัยในหัวข้อ “การออกฤทธิ์ของ 9-tetrahydrocannabinol ต่อการลุกลามของเซลล์มะเร็ง” ซึ่งทำการศึกษาถึงการใช้กัญชาในการรักษามะเร็งท่อน้ำดี และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจ...


 • อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายว่าทำไมถึงตัดสินใจที่จะทำวิจัยชิ้นนี้ครับ
     
       ขออนุญาตพูดถึงลักษณะงานวิจัยส่วนใหญ่ที่สนใจและที่ทำอยู่ในตอนนี้ จะเกี่ยวข้องกับการนำเอาสมุนไพรมาทดสอบกับเซลล์มะเร็ง ดูประสิทธิภาพว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้หรือเปล่า ด้วยกลไกอะไร และถ้าถามว่าทำไมถึงหยิบเอากัญชามาทำ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ช่วงที่เรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศ ก็มีโอกาสวิจัยศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างสารของกัญชาที่มีอยู่ในธรรมชาติ ว่ามันสร้างมาได้ยังไง ผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง ก็มีโอกาสได้ค้นคว้าข้อมูลมากขึ้น ก็เลยได้เห็นว่า กัญชามันมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย ก็เลยไปหยิบเอากัญชามาใส่ในมะเร็ง
     
       • แสดงว่า ก่อนหน้าที่จะมาจับงานวิจัยชิ้นดังกล่าว อาจารย์ก็มีทัศนคติเกี่ยวกับกัญชาเหมือนคนทั่วไป
     
       เหมือนกับคนทั่วไปที่มองว่ากัญชามันเป็นโทษต่อร่างกาย ซึ่งถามว่า เราก็ไม่ได้สนใจที่จะเอามาทำ แต่ปรากฏว่าเราก็ค้นคว้าในขณะที่เรียน ก็พบว่ากัญชามันน่าสนใจนะ ก็เลยเปลี่ยนมุมมองว่า นอกจากจะเป็นโทษแล้ว มันก็เป็นประโยชน์สำหรับใครหลายคน ส่วนมุมมองก่อนหน้านี้ก็เหมือนคล้ายกับคนทั่วไปที่มองว่ามันมีโทษ เราไม่ไปยุ่งกับมันดีกว่า แต่เมื่อเรารู้ว่ามันมีประโยชน์กับชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคที่ตัวเองเป็นอยู่ เราอยากจะหาย เราจะทำยังไงบ้าง ก็มีคนถามเข้ามาเหมือนกันว่า พอเห็นงานวิจัย มีอีเมลมาถามเราเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นจากต่างประเทศ เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ก็ตีพิมพ์ในต่างประเทศ ก็มีถามมาเป็นระยะว่า ถ้าจะใช้ ต้องใช้ยังไงบ้าง แต่ด้วยงานเราทำอยู่ แค่หลอดทดลอง มันตอบไม่ได้ว่าใช้เท่าไหร่ เวลานานแค่ไหน



  • อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบายถึงกัญชาในแง่ของเภสัชศาสตร์หน่อยครับ
     
       ถ้าพูดถึงสารเคมีในต้นกัญชา กลุ่มลักษณะในต้นกัญชาเรียกว่า Cannabinoids ซึ่งปัจจุบันนี้ จะพบสูตรโครงสร้างที่ชัดเจนมากกว่า 60 ชนิด แต่ว่าชนิดหลักๆ ที่เป็นสารออกฤทธิ์ เราจะพูดถึง 2 ชนิด ก็คือ ตัวแรกเราเรียกย่อๆ ว่า THC ตัวเต็มคือ Tetrahydrocannabinol ตัวที่ 2 คือ CBD หรือ Cannabidiol ซึ่งทาง THC เป็นสารหลักที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาททำให้ติดยา ทำให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มประสาทหลอน ก็มีหลักๆ อยู่ 2 ตัว ที่เป็นตัวออกฤทธิ์ แล้วก็มีการศึกษาวิจัยที่มาใช้ทางยา ก็คือ 2 ตัวนี้
     
       แล้วในส่วนการออกฤทธิ์ต่อสิ่งมีชีวิตล่ะครับ
     
       เท่าที่ค้นคว้าข้อมูลมา ไม่ว่าจะเป็นสารบริสุทธิ์ทั้ง THC หรือ CBD ที่ผสมกันอยู่ตอนนี้ มันจะมีฤทธิ์หลักๆ กลุ่มแรกที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของกัญชา ก็คือเอาไปใช้ลดการคลื่นไส้หรืออาเจียน ในคนไข้โรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด อย่างที่ทราบกันว่า ยาเคมีบำบัดจะมีการคลื่นไส้หรืออาเจียนแล้วเอาไปใช้ในกลุ่มนั้น
     
       กลุ่มที่ 2 คือลดอาการปวด อาการปวดที่ว่า ก็จะมีอาการปวดในคนไข้มะเร็งกับคนไข้ทั่วไป อาการปวดที่ใช้ส่วนใหญ่จะใช้ในส่วนของคนไข้มะเร็ง จะลดอาการปวดในสองกลุ่มหลักๆ อย่างที่บอก อีกกลุ่มคือกลุ่มที่ปลายประสาทอักเสบที่มือและเท้า ก็มีอาการปวดได้เช่นกัน ซึ่งก็เอาไปใช้ตรงนั้นได้ ก็มีหลายๆ โรคที่ทำให้เกิดอาการอย่างงี้ รวมถึงยาเคมีบำบัดหลายตัว ก็ทำให้เกิดอาการปลายประสาทอักเสบได้ ก็จะใช้บรรเทาอาการปวดได้
     
       กลุ่มที่ 3 ที่มีการศึกษาวิจัยก็คือ ในตัวกัญชามีสารกระตุ้นที่ทำให้อยากอาหาร เมื่อมีอาการนี้ก็ทำให้อยากอาหารมากขึ้น น้ำหนักตัวขึ้น อันนี้นำไปใช้ในกลุ่มคนที่เป็นมะเร็งและได้รับยาเคมีบำบัด ที่ลิ้นจะรับรสชาติไม่ดี ไม่อยากกินอาหารอันนี้ก็ช่วยได้ หรืออีกกลุ่มที่คนไข้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น คนไข้เอดส์ที่อยากอาหารได้น้อยลงก็จะใช้กัญชาเป็นตัวช่วย
     
       แล้วกลุ่มที่ 4 ที่เอามาวิจัยอยู่ก็คือจะเป็นเรื่องของการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งจะมีมะเร็งหลายๆ ชนิดที่เราวิจัยอยู่

  • ทีนี้ให้อาจารย์ช่วยอธิบายในการทำงานของสารดังกล่าวในแง่วิชาการหน่อยครับ 
     
       เริ่มจากในตัวเราก่อน จริงๆ มันมีสารที่คล้ายๆ กัญชาอยู่ในร่างกายมนุษย์ สารตัวนี้มีชื่อว่า Endocannabinoids ซึ่งมันก็จะมีหลายๆ ตัวในร่างกายเรา แต่ว่าอันนี้เป็นชื่อกลุ่มสาร สารตัวนี้ที่มีอยู่ในร่างกายเรา การออกฤทธิ์ของมันก็เหมือนกับกัญชาที่เรารับเข้าไป ทีนี้มันออกฤทธิ์ยังไง มันออกฤทธิ์ด้วยการไปจับกับตัวรับ ที่เราเรียกว่า Receptors อยู่ในร่างกายเรา ถ้าสำหรับสารตัวนี้ในกัญชามันมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเราเรียกว่า CB1 ชนิดที่ 2 เราเรียกว่า CB2
     
       CB ก็คือ Cannabinoilds มี 2 ชนิด ซึ่งชนิดแรกจะพบมากในสมอง ส่วนชนิดที่สองจะพบมากในภูมิคุ้มกัน เพราะฉะนั้น ถ้าให้อธิบายว่ากัญชาเข้าไปในร่างกายแล้ว ไปมีผลกับสมองยังไง กัญชากับตัว Cannabinoilds จะไปที่ตัวรับของ CB1 ที่สมอง เมื่อจับเสร็จปุ๊บ มันก็จะไปทำให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทมากขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าว จะไปมีผลต่อจิตประสาท อย่างเช่นอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว การรับรู้ผิดปกติไป หรือเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม อันนี้เป็นอาการจิตประสาทที่เราใช้กัญชา ถ้าใช้ไปนานๆ อาการก็จะมากขึ้น จะเห็นว่าคนที่ติดกัญชาก็จะมีอาการซึมเศร้าหรือประสาทหลอน อันนี้ในแง่ของกัญชาที่มีผลต่อจิตประสาท
     
       อีกแง่หนึ่งในเรื่องของการออกฤทธิ์ที่เป็นการต้านมะเร็ง เมื่อเราให้เข้าไปแล้ว ตัวเซลล์ก็จะมีตัวรับอยู่ที่ผิวเซลล์เหมือนกัน ซึ่งอยู่ที่ว่าจะแสดงออกตัวไหน อย่างที่งานวิจัยที่ทำมันก็จะแสดงออกตัวที่ 2 สมมติว่ามันอยู่ที่ตัวผิวเซลล์ CB2 ถ้าให้กัญชาเข้าไป มันก็จะเข้ากับตัวรับพอดี พอจับเสร็จปุ๊บ ข้างในเซลล์มันก็จะมีนิวเคลียสให้มีการสังเคราะห์โปรตีนออกมา ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ทำให้มีผลตามมา คือถ้ามีผลต่อเซลล์มะเร็ง มันจะไปลดการเจริญเติบโตของเซลล์ ไปเพิ่มการตายของเซลล์มะเร็ง หรือไปลดการลุกลามของเซลล์ อันนี้เป็นกลไกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เป็นผลต่อมะเร็ง 


• สองปีที่ทำวิจัยมา อยากให้อาจารย์เล่าระหว่างทางจากการทดลองคร่าวๆ ตรงนั้นหน่อยครับ
     
       อย่างเริ่มต้นเลยค่ะ อย่างที่บอกว่าในร่างกายมนุษย์มีตัวรับ สารมันจะออกฤทธิ์ได้ มันจะต้องไปที่ตัวรับ เราเริ่มต้นก็เลยมาดูว่า ในเซลล์มะเร็งที่เราจะทำการทดลองมันมีตัวรับเหล่านี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นว่า ตัวอย่างที่เราเห็นส่วนใหญ่มันจะเป็น CB2 มี CB1 อยู่นิดเดียว เราก็เลยสรุปว่า ในมะเร็งของเราส่วนใหญ่จะมีชนิด CB2 หลังจากนั้น เราก็ไปทดสอบความเข้มข้นต่างๆ ว่าจะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งตายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้เรามี 2 เซลล์ไลน์ ที่มาจากผู้ป่วยคนละคน ก็ไปทดสอบ พบว่าความเข้มข้น 40 ถึง 100 ไมโครโมล ก็ทำให้เซลล์มะเร็งมันลดลง แต่ถ้าน้อยกว่า 40 ผลมันไม่แตกต่าง หลังจากนั้น เมื่อเราพบตรงนี้แล้ว เมื่อรู้ว่าทำให้เซลล์ตาย กระบวนการที่ทำให้เซลล์ตายมันมีหลายแบบ แล้วเรามาดูว่านิวเคลียสที่อยู่ในนั้นมันถูกทำลายหรือเปล่า ก็พบว่า ด้วยความเข้มข้น 40 จนถึง 100 ไมโครโมล ก็จะเป็นแบบเดียวกันคือไปทำลายที่ดีเอ็นเอก็เป็นส่วนที่อยู่ในนิวเคลียส เมื่อดีเอ็นเอถูกทำลาย เซลล์ก็ต้องถูกทำลายตาม หลังจากนั้น เราก็เอามาทดสอบ
     
       ทีนี้ นอกจากการตายที่ไปทำลายดีเอ็นเอแล้ว เราก็ไปทำการทดสอบต่อ ก็พบว่า ที่ความเข้มข้นเหมือนเดิม 40-100 ไมโครโมล ทำให้เซลล์ตายแบบดังกล่าวเพิ่มขึ้น ก็เป็นการยืนยันแล้วว่า เซลล์มะเร็งมันตายจริงๆ หลังจากนั้นเราก็เอามาดู อันนี้ก็คล้ายๆ กัน ก็คือว่าเมื่อเราเห็นการตายของสิ่งนี้แล้ว เราก็นับจำนวน ก็มาทำเป็นกราฟ ก็เห็นว่าจำนวนเซลล์ที่ตายในลักษณะนั้น มันเพิ่มจำนวนเยอะจริงๆ ด้วยความเข้มข้น 40 ถึง 100 ไมโครโมล อันนี้คือเป็นการคำนวณว่า สารเราไปทำให้เซลล์ตายด้วยวิธีการดังกล่าว ซึ่งเป็นการสรุปให้จากการที่ทำให้เซลล์ตาย ส่วนอย่างที่บอกว่า ความเข้มข้นต่ำ จะไปลดการลุกลามของเซลล์ แล้วก็ถ่ายรูปเซลล์เปรียบเทียบว่า ก่อนให้และหลังให้ยา
     
       คือเวลาเซลล์ที่มันจะลุกลามตัวมันจะยืดไปสู่อวัยวะข้างเคียง ปกติตัวเซลล์มันจะเป็นเซลล์กลมๆ ที่ผิวของภาชนะ เวลาที่มันจะเคลื่อนย้ายตัวมันเอง มันก็พยายามจะยืดตัวมันเพื่อขยับไปเรื่อยๆ แล้วในสภาวะปกติ มันก็ยืดแขนขาไปได้ แต่พอให้ยาไปแล้ว ลักษณะแขนขามันจะมีน้อยลง มันก็จะไม่เคลื่อนที่ไป หรือเคลื่อนที่ไปได้น้อยกว่าตัวของมัน แล้วเราก็เอามาวัดเป็นตัวเลขค่ะ ว่าถ้าเราให้ยาไปแล้ว จำนวนเซลล์ที่มันจะสามารถข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง มันไปได้กี่ตัว เป็นการสรุปว่ามันสามารถลดการลุกลามได้จริงๆ เราก็พบว่า ด้วยความเข้มข้นที่ 20 ไมโครโมล จำนวนเซลล์ที่ลุกลามไปได้มันจะน้อยลง
     
       อีกอันหนึ่งก็คือเซลล์มะเร็งเนี่ย ตัวมันจะมีคุณสมบัติพิเศษ ที่เซลล์ปกติไม่มีคือ ปกติถ้าเซลล์มันจะล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดและน้ำเหลือง มันจะเจริญเติบโตต่อไม่ได้ แต่เซลล์มะเร็งมันล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด สามารถที่จะเจริญเติบโตและไปฝังตัวมันที่อวัยวะอื่นได้ ซึ่งทำให้เกิดการลุกลามแพร่กระจายไปยังเซลล์อวัยวะอื่นได้ เราก็เลยมีการทดสอบด้วยว่า ถ้าทำให้มันล่องลอยอยู่ในอาหารเลี้ยงเซลล์แล้ว ใส่ยาเข้าไปแล้ว การล่องลอยของมันจะมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันก็ไปลดผลของตรงนี้ได้ด้วย
     
       ฉะนั้น ก็มีการยืนยันว่า นอกจากจะเป็นการลุกลามไปได้น้อยลงแล้ว จำนวนเซลล์ที่ล่องลอยอยู่ก็น้อยลงไปด้วย ตรงนี้เราเลยสรุปเป็นผลการทดลอง 2 แง่ใหญ่ๆ คือว่า ที่ความเข้มข้น 20 ไมโครโมล สามารถลดการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ขณะที่ความเข้มข้น 100 ไมโครโมล สามารถลดจำนวนเซลล์มะเร็งได้ค่ะ

 • ซึ่งถือว่ามาสอดคล้องกับงานวิจัยของอาจารย์พอดี
     
       สำหรับงานวิจัยของเราคือเป็นการใช้สาร THC เลยค่ะ เอาสารนั้นมาทดสอบกับเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี โดยมะเร็งนี้ก็เป็นมะเร็งตับชนิดหนึ่งซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีอัตราการตายจากโรคนี้ค่อนข้างสูง เพราะว่าคนไข้จะมาหาหมอก็ต่อเมื่อมีอาการ ซึ่งคำนี้มันจะตรวจพบก็ต่อเมื่อมันอยู่ในระยะท้ายๆ แล้ว เพราะฉะนั้นมาถึงก็ทำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว เราก็เลยมองว่า คนไทยก็เป็นค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นจากการทานปลาดิบ มีไข่พยาธิอยู่จากปลาร้า ซึ่งประเทศไทยก็เป็นค่อนข้างเยอะ เราก็เลยสนใจที่จะทำตัวนี้
     
       พอเอาสารมาใส่กับมะเร็งปุ๊บ เราก็พบว่า สารที่เข้มข้นไม่มากนัก แต่มันไปลดการลุกลามของเซลส์มะเร็งในทางเดินน้ำดีได้ ต่อมาเราก็ทดลองเพิ่มความเข้มข้นที่มากขึ้นของ THC ไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ เราก็มองว่า มีงานวิจัยที่มาสนับสนุนว่ามันฆ่าเซลล์ด้วยวิธีการอะไร เป็นรายละเอียดตรงนั้น ก็โดยสรุปว่า THC ความข้นต่ำ ลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งที่ความเข้มข้นสูงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ก็จะไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ เราก็เลยมองว่า ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการนำไปศึกษาต่อในการทดลองในสัตว์ทดลองนะคะว่า จะสามารถลดในเรื่องของก้อนมะเร็งได้หรือเปล่า
     
       • สรุปคือ มันเป็นการตัดตอนทั้งจุดที่เป็นแล้ว และไปสกัดให้น้อยลงไป
     
        เราทำเพื่อเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของเซลล์มันเองด้วย ว่าเวลาที่มันทำให้เกิดโรคแล้ว มันทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง แต่ถามว่าตรงนี้มันก็เป็นในหลอดทดลองนะคะ ซึ่งคุณสมบัติปกติของเซลล์ตัวนี้คือ จะไปเกาะที่ผนังภาชนะที่เลี้ยงเซลล์ แต่เราไปทำให้มันล่องลอย เพื่อเลียนแบบว่า สามารถที่จะลุกลามไปได้มั้ย แต่ถ้าเอาไปใช้ในสัตว์ทดลองหรือว่าคนแล้วจะทดลองได้ผลหรือเปล่า มันยังบอกไม่ได้
     
       • คิดว่าเพราะอะไรที่งานวิจัยในบ้านเรามักจะยังไม่มี นอกจากงานของอาจารย์แค่ชิ้นเดียว
     

        จริงๆ ทำสมุนไพรมาค่อนข้างเยอะ แต่ว่ากัญชามันไม่เหมือนสมุนไพรทั่วไปที่เราจะหยิบมาทำได้ เพราะว่ามีกฎหมายครอบคลุม เพราะฉะนั้น การที่ใครจะเอามาทำอะไรตรงนี้เนี่ย อย่างที่ทราบกันว่า มันมีข้อจำกัดของมัน ก็เลยทำให้การที่เราจะเอามาทำ ถ้ามันไม่ถูกขั้นตอนจริงๆ แล้ว มันยากที่จะทำ ก็เลยมีงานวิจัยน้อย อย่าง เราพยายามทำเป็นทีมวิจัย แต่ว่าเราก็ยังต้องขออนุญาตอะไรมากมาย มันก็เลยช้าไป



• แน่นอนว่า ตอนนี้คนเริ่มเห็นคุณค่าของกัญชาแล้ว อาจารย์คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คนเริ่มเปิดใจกับกัญชาแล้ว
     
       น่าจะเป็นในเรื่องผลการวิจัยที่ออกมามีผลในเรื่องของการแพทย์ที่จะเอามาใช้ได้ เพราะว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่คนเป็นค่อนข้างเยอะ แล้วความเสี่ยงก็มีเยอะ ซึ่งถ้าเป็นแล้ว ส่วนใหญ่นี่คือจะไม่หาย คือเป็นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต เพราะฉะนั้น คนก็เลยมาสนใจว่า มีผลต่อมะเร็ง ก็เลยอาจจะปรับเปลี่ยนทัศนคติคนทั่วไปได้ ส่วนปัจจัยอื่น น่าจะมองในเรื่องทางการแพทย์เป็นหลัก แต่ยังไงก็ตาม ความคิดส่วนตัวก็คือว่า ถ้ามันมีผลในทางการแพทย์จริง แต่ว่ามันมีอาการข้างเคียงอย่างที่บอก
     
       เพราะฉะนั้น การที่เราจะเอามาใช้ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่จะใช้เอง อยากจะให้หาข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเอามาใช้ เพราะว่าโทษของมันก็ชัดเจนแล้วว่าคืออะไร มันไม่เหมือนสมุนไพรอื่นๆ ที่ผลข้างเคียงอาจจะแค่คลื่นไส้ เวียนศีรษะ แต่อันนี้ไม่ใช่ ซึ่งถ้าใช้ไปนานๆ อาการข้างเคียงเยอะขึ้นด้วย คือจะมีผลต่อระบบประสาท จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เพราะตัวสาร THC ซึ่งเป็นสารหลักจะทำให้เกิดผลตรงนี้ ซึ่งถ้าได้รับเข้าไปเยอะๆ อาจจะมีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงแปลกๆ โดยถ้าเสพแรกๆ อาจมีอาการสนุกสนานรื่นเริงได้ แต่พอนานๆ ไป อาจจะเกิดอาการเซื่องซึมประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา ซึ่งถ้านานๆ ไปจริงๆ อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือจิตเภทได้ค่ะ
     
       • ความคาดหวังของงานวิจัย ในมุมมองของอาจารย์ที่อยากจะให้เกิดขึ้น
     
       ในมุมมองของตัวเองนะคะ อย่างที่เรียนว่ามีกฎหมายควบคุม เราก็มองว่า ในฐานะนักวิจัย ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้มีการปลดล็อกที่พันธนาการไว้ตรงนี้ อาจจะปลดเพื่อทำการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งถ้าทำได้แล้ว อย่างที่เรียนว่า เราพยายามทำงานเป็นกลุ่มทีมวิจัย เรามองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่เป็นทีมวิจัยกัญชาเป็นรูปธรรม แล้วก็ทำวิจัยครบวงจร ทำทุกขั้นตอน ซึ่งถ้าได้ในรูปแบบนี้ น่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็ง เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยที่มีอยู่ ไม่ว่าจะในประเทศเราหรือต่างประเทศเอง อันนี้คือคาดหวังสูงสุด

 เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
       ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช 


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

เปิดข้อสังเกตต่อร่างประมวลยาเสพติดฉบับใหม่

ร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้ ในความจริงควรกลับไปแยกว่า ใครคือผู้เสพ หรือผู้ค้ารายย่อย เช่นพวกที่ครอบครองเม็ดสองเม็ด ควรมีมาตรการที่แตกต่างกัน แต่พบว่าในร่างฯฉบับนี้ยังไม่ได้แยก ซึ่งมองว่าบางครั้งบางทีโทษก็รุนแรงเกินไป ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจนจะทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อมีผู้บริสุทธิ์โดนเข้าไปด้วย 


การแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นจำนวนหลายฉบับ และอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน ซึ่งทำให้การทำงานที่ผ่านมาขาดความเชื่อมโยงในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

มาถึงรัฐบาลยุคคสช.กำลังมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ หรือเรีกยว่า ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ถือ เป็นการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ  โดยเป็นการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติด  จำนวน 7 ฉบับ ประกอบด้วย

1.พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

3.พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

4.พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5.พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

6.พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550

และ 7.พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545  ไว้ด้วยกันในรูปแบบประมวลกฎหมาย

โดยปรับปรุงสาระสำคัญของบทบัญญัติของกฎหมายยาเสพติดบางประการให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ปัจจุบัน สถานะร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ผ่านครม.แล้ว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 อยู่ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สำนักข่าวอิศรา หยิบยก ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ บางหน่วยงานมานำเสนอ ทั้งในประเด็น ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ความเชื่อมโยงและความซ้ำซ้อน การกำหนดฐานความผิด บทนิยาม แนวนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติด คณะกรรมการ   การควบคุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  ฯลฯ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า หลักการร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ เป็นการยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สามารถจับกุมดำเนินคดีกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่อย่างได้ผล ขณะเดียวกันเป็นการลดจำนวนผู้เสพรายใหม่ และผู้เสพผู้ติดซ้ำเพื่อคืนคนดีให้สังคมได้

ด้านสำนักงานอัยการสูงสุด มีข้อสังเกต 

1.ร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ  มาตรา 438 ให้อำนาจพนักงานอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สั่งชะลอการฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งให้ใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษผู้ต้องหานั้น ควรกำหนดให้อัยการสูงสุด มีอำนาจตามข้อบังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการสั่งยุติการดำเนินคดี สั่งชะลอการไม่ฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษแก่ผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ จึงควรบัญญัติเพิ่มเติมความในร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ  มาตรา 8 วรรคสี่ โดยให้อัยการสูงสุดร่วมรักษาการกับนายกรัฐมนตรีในภาคสามแห่งประมวลกฎหมายนี้

2.ร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ การระบุ จำแนก ชนิด ประเภทยาเสพติด ควรกำหนดไว้หมวดเดียวกัน เพื่อความชัดเจน และคล่องตัวในการทำความเข้าในในกฎหมาย

การกระทำที่เป็นบัญญัติให้ความผิดในแต่ละฐาน ควรกำหนดเรียงตามระดับความร้ายแรงของยาเสพติด และความร้ายแรงของการกระทำให้ชัดเจน รวมทั้งการกำหนดโทษในแต่ละฐานความผิดให้ชัดเจน และเหมาะสมกับความร้ายแรงของยาเสพติด และความร้ายแรงของการกระทำ

ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีประเด็นข้อสังเกตในเรื่ององค์ประกอบคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ร่างมาตรา 345 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งมีอำนาจตามร่างมาตรา 346 ได้แก่ เสนอแนะต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวง ตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำควาผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด วินิจฉัยทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ฯลฯ  โดยร่างนี้มิได้กำหนดให้เลขาธิการ ปปง.เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวด้วย  ซึ่งหากกำหนดให้เลขาธิการ ปปง.เป็นกรรมการด้วยแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่การประสานความร่วมมือกันในการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่เกิดความซ้ำซ้อน

ขณะที่มีความเห็นที่น่าสนใจจากสำนักงานศาลยุติธรรม เกี่ยวกับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด อาทิ 

1.    ที่ขาดลักษณะของความเป็น 'ประมวลกฎหมาย' และอาจทำให้เกิดข้อขัดข้องในการบังคับใช้ อาทิ บทบัญญัติเกี่ยวกับยาเสพติพให้โทษในลักษณะที่ 2 หมวด 1 และบทบัญญัติเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ในลักษณะที่ 2 หมวด 2 ที่บทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกัน เช่น เกี่ยวกับการอนุญาต หน้าที่ผู้รับอนุญาต หน้าที่เภสัชกร การโฆษณา อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีความซ้ำซ้อนกับความผิดเกี่ยวกับสารระเหยทำนองเดียวกัน

2.    ร่างมาตรา 233 ที่กำหนดให้การพิจารณาพิพากษาความผิดมาตรา 228 มาตรา 229 วรรสอง หรือมาตรา 230 วรรคสอง ให้ศาลไต่สวนการกระทำของผู้กระทำความผิดว่า มีบทบาทนำหรือบทบาทสำคัญในเครือข่ายอาชกรรมยาเสพติด หรือการกระทำความผิดโดยมุ่งหมายของเครือข่ายอาชญกรรมหรือเกี่ยวกันถึงผู้มีบทบาทนำ หรือบทบาทสำคัญ

และมาตรา 234 ในการพิจารณาพิพากษาความผิดมาตรา 229 วรรคหนึ่ง ให้ศาลไต่สวนลักษณะของการกระทำของผู้กระทำความผิดว่า มีบทบาทน้อยภายใต้การสั่งการ หรือเกี่ยวข้องเนื่องจากถูกกดดัน บังคับ ข่มขู่ หรือมีส่วนร่วม เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

การบัญญัติตามร่าง มาตรา 233 และร่างมาตรา 234 ดังกล่าว เป็นการกำหนดให้ศาลไต่สวนบทบาทของผู้กระทำความผิด ดังนั้นการกำหนดให้ศาลมีหน้าที่ไต่สวนดังกล่าว มีความแตกต่างจากการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบกล่าวหา

ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมมีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยพิจารณาพิพากษาคดีจากพยานหลักฐาน ซึ่งโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด รวมถึงในคดียาเสพติดที่โจทก์ควรมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด มีบทบาทนำ หรือผู้มีบทบาทน้อยในการสั่งการ กรณีจึงไม่สมควรกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรทำหน้าที่ไต่สวนในคดีดังกล่าว

3.    การกำหนดให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดตามบทบาทความสำคัญในการกระทำความผิดนั้น เป็นหลักการที่ดี แต่จะต้องมีหลักที่มีความชัดเจนให้เพียงพอเป็นแนวทางให้ศาลใช้ดุลยพินิจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย

บทบัญญัติมาตรา 227 ที่กล่าวถึง บทบาทนำ และบทบาทสำคัญ ใช้ถ้อยคำเป็นทำนองยกตัวอย่าง ไม่มีลักษณะเป็นนิยามที่ชัดเจน อีกทั้งเป็นการวางกรอบการใช้ดุลยพินิจของศาลในการลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยแท้จริงหรือไม่ โดยในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ตามมาตรา 176 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

นอกจากนี้ ถ้อยคำว่า เครือข่ายอาชญากรรม ก็ไม่มีความชัดเจนก่อให้เกิดข้อขัดข้องในการวินิจฉัยและจะเพิ่มการโต้แย้งในคดีมากขึ้น

4.    ความผิดฐานลำเลียงยาเสพติดที่กำหนดขึ้นมาใหม่ ในมาตรา 23 และมาตรา 25  และมาตรา 231 ซ้ำซ้อนกับความผิดฐานครอบครองยาเสพติดที่มีอยู่เดิม ไม่ชัดเจนว่า จะมีความหมายและขอบเขตเพียงใด และอาจกระทบต่อบัญญัติอื่นๆ เช่น การนำผ่านยาเสพติดตามมาตรา 84 ถือเป็นการลำเลียงหรือไม่ การครอบครอบภายใต้การควบคุมเพื่อการสืบสวนตามมาตรา 326 จะถือว่าเป็นบทบัญญัติยกเว้นความผิดนี้ด้วยหรือไม่

5.    การให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ติดยาเสพติดที่กระทำผิดเป็นครั้งที่ 3 เมื่อพ้นโทษแล้วไว้ในสถานพยาบาล โดยไม่มีกำหนระยะเวลา ตามมาตรา 269 อาจเป็นบทบัญญัติที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เป็นต้น

ขณะที่ทางด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์  ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ประมวลกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดยาเสพติดอยู่ที่ 5ประเภท โดยเฉพาะประเภทที่5 ที่เป็นพืชเสพติดประเภทกระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย หรือกัญชง อะไรพวกนี้  มีข้อถกเถียงกันคือว่า เรื่องกระท่อม กัญชา ที่สามารถนำมาสกัดเป็นยา คิดว่าประมวลยาเสพติดควรเขียนคำนิยามใหม่ ให้แยกประเภทยาเสพติดออกจากพืชเสพติด และวัตถุออกฤทธิ์ประสาท อย่างเช่นสารระเหย พวกกาว ก็ควรแยกออกมา แต่ในร่างประมวลยาเสพติดกลับรวมเอาไว้หมดเลย

รองเลขาธิการ คปก. กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เราต้องการคือการจัดการในระบบสาธารณสุข พร้อมถึงใช้นิยามยาเสพติดแบบแยกโดยเฉพาะประเภทที่ 5  คปก. เลยเสนอให้เอาพืชเสพติดออกมาเลย ถ้าเอาพืชเสพติดออกมา จะได้ไม่เข้ามาอยู่ในประเภทที่5 เพราะฤทธิ์ของไม่รุนแรง เหมือนเฮโรฮีน หรือยาบ้า เราสามารถที่จะพัฒนาให้เป็นยาได้ และกระบวนการดูเเลในส่วนของวัตถุออกฤทธิ์ก็ควรแตกต่างกันไป  เราใช้วิธีการควบคุมพื้นที่ แต่สามารถให้ปลูกได้ในการผลิตทำเป็นยา ให้มีโทษที่แตกต่างกัน

น.ส.ศยามล ยังมองด้วยว่า ตัวนโยบายของประมวลกฎหมายยังเน้นไปที่การปราบปรามยาเสพติด แม้ว่าพูดเรื่องการส่งเสริม ในตอนท้ายก็ตาม แต่ยังไม่มีหลักการที่ว่าผู้เสพคือผู้ป่วย หมายความว่า ถ้าเราเน้นว่าผู้เสพคือผู้ป่วยเราต้องเน้นในเรื่องการป้องกันก่อน มาตรการป้องกัน คือจะมีการคัดกรองเขา ถ้าเป็นผู้ป่วยก็ให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ บำบัดให้เขา มีสถานที่ให้ในการบำบัด แต่ ปปส.ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้

"คปก.เห็นว่าต้องอาศัยหลักการสาธารณสุขเข้ามาจับ โดยการที่ผู้เสพคือผู้ป่วย ปปส.เน้นการปราบปรามเป็นหลัก ให้มีโทษอยู่เหมือนเดิม อยากจะจัดการกับคนที่ค้ายา แต่ลึกๆ ก็ยังกลัวว่าผู้ค้ายาจะแอบแฝง" น.ส.ศยามลกล่าวและว่า ในความจริงควรกลับไปแยกว่า ใครคือผู้เสพ หรือผู้ค้ารายย่อย เช่นพวกที่ครอบครองเม็ดสองเม็ด ควรมีมาตรการที่แตกต่างกัน แต่พบว่าในร่างฯฉบับนี้ยังไม่ได้แยก ซึ่งมองว่าบางครั้งบางทีโทษก็รุนแรงเกินไป ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจนจะทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อมีผู้บริสุทธิ์โดนเข้าไปด้วย โดยเฉพาะการให้อำนาจดุลพินิจคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งมาดูเเลแผนแม่บทต่างๆ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจ จะเจอภาวะคนที่ตกเป็นเหยื่อมากกว่าคนที่เป็นผู้ค้าอย่างแท้จริง

นี่คือข้อสังเกตจากหลายหน่วยงาน ที่มีต่อร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีรายละเอียดและเนื้อหาที่ต้องพิจารณาอยู่มาก  ผ่านมาหลายเดือนหลายๆคนตั้งตารอว่า กฎหมายใหม่นี้จะออกมาดีกว่าเดิมหรือไม่ แม้แต่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเองก็ยังลุ้น อยากให้มีการพิจารณาแล้วเสร็จทันภายในปีนี้

ที่มา http://isranews.org/thaireform-other-news/item/49825-law090959.html

หนุนมาตรการบำบัดรักษาผู้เสพ แทนโทษอาญา กันคน 1.5 ล้านเดินผ่านคุก

ผจก.ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา ชี้กม.ยาเสพติดไทยมีช่องโหว่ ยันในทางการแพทย์การระบุให้พืชประเภทใดเป็นพืชเสพติดในประเภท 4 หรือ 5 ไว้ในครอบครองเกิน 10 กก.ขึ้นไป ไม่ถือว่า เข้าข่ายมีไว้เพื่อจำหน่าย หนุนยกเลิกกระท่อม-กัญชาจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5
วันที่ 26 กันยายน คณะกรรมการปฎิรูปกฎหมาย (คปก.) ชุดที่หนึ่ง จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด" ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัส แวนด้าแกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี



ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ คปก. กล่าวถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดอยู่ในขั้นพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ผ่านมา คปก.ชุดที่หนึ่งได้จัดทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดไปแล้ว 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง หลักการในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด 2. แนวทางการปฎิรูปกฎหมายเพื่อการพัฒนาระบบบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพและผู้ติดยาเสพ 3. การดำเนินคดีที่เป็นธรรม:กรณีการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ4. กฎหมายเกี่ยวกับพืชกระท่อม ซึ่งความเห็นทั้งหมด ภายใต้ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน การมีส่วนร่วม และคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ด้านนายสมชาย หอมลออ กรรมการปฎิรูปกฎหมายชุดที่หนึ่ง กล่าวถึงหลักการและแนวทางการปฎิรูปกฎหมายยาเสพติด พร้อมสรุปบทเรียนจากประเทศต่างๆ โดยเห็นว่า การใช้มาตรการกับผู้เสพยาต้องแยกให้ชัดเจน รวมถึงผู้ผลิตก็มีทั้งรายใหญ่ รายย่อย ผู้เสพยาเสพติดที่มีไว้ในครอบครอง มีจำหน่ายไว้เพื่อเสพ ดังนั้นปัญหายาเสพติดจึงไม่ใช่แค่ขาวกับดำเท่านั้น แต่ยังมีสีเทาๆ ด้วย

“การมองปัญหายาเสพต้องมองตามความเป็นจริงว่า มีสีเทาๆ ฉะนั้นต้องใช้มาตรการกับผู้เสพยาอย่างจำแนก คัดกรอง และการลดอันตรายจากการใช้ยา (Harm Reductiin) ซึ่งในทางหลักการได้รับการยอมรับ แต่แนวทางปฏิบัติกลับยังไม่ชัดเจน” กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าว และว่า เราคงไม่ถึงขั้นทำให้ยาเสพติดบางประเภทถูกกฎหมาย แต่เราต้องจำแนก เหยื่อ อาชญกรรมยาเสพติด และลดทอนความเป็นอาชญากรรมลง (Decriminalization) เช่น กัญชา และพืชกระท่อม ผู้เสพผู้ครอบครองเพื่อเสพ ที่ผ่านมาก็มีการเสนอไม่ควรใช้มาตรการทางอาญาในการลงโทษ

"ส่วนตัวมองว่า ผู้เสพ ผู้ครอบครองผู้เสพไม่ควรใช้มาตรการทางอาญาและควรใช้มาตรการที่เหมาะสมกับผู้ค้าเพื่อเสพ ผู้ค้ารายย่อย ผู้รับจ้างขนยาเสพติด และผู้เสพรายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมยาเสพติด ซึ่งตรงนี้ต้องชัดเจน และไม่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการสาธารณสุขที่มองผู้เสพเป็ยผู้ป่วยและต้อง ส่งเข้ารับการบำบัดรักษา "นายสมชาย กล่าว

ส่วนการดำเนินคดียาเสพติด นายสมชาย กล่าวว่า มีการปฎิบัติอย่างไม่สอดคล้อง เช่น การบังคับบำบัดมีตั้งเป้าทุกปี แต่ไม่เคยตั้งคำถามปีต่อๆ ไปควรลดลงหรือไม่ ตั้งคำถามถึงมาตรการปราบปรามยาเสพติดไม่ได้ผล  จึงมองว่า การตั้งเป้าบังคับบำบัดเป็นเพียงการโฆษณาการทางการเมืองมากกว่าการนำไปปฎิบัติอย่างจริงจัง

ด้านนายวีระพันธ์ งามมี กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิโอโซน กล่าวถึงการทำให้โลกปลอดยาเสพติด เชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ เป็นโลกในอุดมคติ ฉะนั้น จำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ โดยยอมรับเราสามารถทำให้ปัญหายาเสพติดคลี่คลายลงได้ โดยไม่ต้องรอให้คนเลิกยา เพียงแต่ช่วยให้เขาเหล่านั้นจัดการเรื่องการใช้ยาของตนเองได้ เช่น ลด ละ ให้มีการใช้ยาอย่างปลอดภัย ไม่อันตรายต่อคนรอบข้าง ไม่อยู่ในภาวะพึ่งพิง  จนเลิกใช้ยาในที่สุด

นายวีรชัย กล่าวถึงการให้องค์ความรู้กับสังคมลดอันตรายจากการใช้ยา ให้เหมือนการรณรงค์เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น HIV พร้อมเสนอให้ศูนย์บริการสาธารณสุขควรเป็นศูนย์คัดกรองผู้เสพ ผู้ครอบครองยาเสพติด แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับปัสสาวะ

ด้านนายแพทย์วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวถึงทัศนคติต่อผู้เสพยาเสพติดในอดีตว่า การเสพยาเป็นความผิด แต่พอทำไปๆ ปัญหายาเสพติดไม่ได้ลดน้อยลง ทั้งผู้ใช้ยาเสพติดกลับเพิ่มขึ้น ราคายาบ้าแพงมากขึ้น ผู้ค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ป่วยระบบบังคับบำบัดเพิ่มขึ้น

“ความสมดุลของแนวคิดกับการปฎิบัติ ผู้ใช้ยาเสพติดเป็นผู้ป่วยจริงหรือไม่ เป็นการเจ็บป่วยที่รัฐควรดูแลเพียงใด การดูแลแบบลงโทษบังคับบำบัดลดปัญหา หรือเพิ่มปัญหา ที่เป็นปัญหาในบ้านเรา คือ การนำเอาคนผ่านเรือนจำ 1.5 ล้านคน เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราหวังดีแต่ทำอันตราย Do No Harm”

นพ.วิโรจน์  กล่าวถึงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ระบุว่า งบประมาณของกรมราชทัณฑ์เป็นงบครึ่งหนึ่งของกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด ซึ่งไม่คุ้มค่า และในทางการแพทย์

“ธรรมาภิบาลกับความคุ้มค่า นำคนเข้าคุก ทั้งๆ ที่ค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวัน เราสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจตรงนี้ไป จับคนเข้าคุกกลายเป็นขาดทุน สร้างอาชญากรเพิ่มขึ้น ดังนั้นโทษอาญาคดียาเสพติด ขนาดไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา”

นพ.วิโรจน์ กล่าวถึงการติดยาเสพติดอีกว่า เป็นโรคชนิดถึง ยิ่งวัยเด็กยิ่งติดง่าย แต่สามารถรักษาได้ และสมองสามารถกลับมาปกติได้ ดูผลวิจัยชี้ชัดให้เปรียบเทียบจากสมองที่ติดยาและเลิกยาได้ในเวลาต่อมา


“ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขพร้อมส่งเสริมป้องกัน การรักษา การเข้าถึงและเน้นดูและกลุ่มผู้ใช้แมทเอมเฟตามีน รวมทั้งการลดอันตรายเน้นในเรื่องกลุ่มที่ใช้ยาฉีดที่ยาเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเอดส์ และไวรัสตับอักเสบซีเป็นต้น และเปลี่ยนจากยาฉีดเป็นยากิน”

ด้านผศ.ดร.ธานี วรภัทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ผู้เสพ ครอบครองเพื่อเสพ หรือซื้อหาเพื่อเสพยังมีโทษทางอาญาอยู่ ทั้งที่ๆ มีความพยายามนำเสนอให้ปลดล็อกตรงนี้ และแม้ว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข ก็ขานรับแนวคิดผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ป่วย จะง่ายมากหากตัดบทบัญญัตินี้ออกไปตั้งแต่ชั้น ป.ป.ส.เสนอ

“การเปลี่ยนตัวบทกฎหมายไม่ได้เปลี่ยนยาก ที่ยาก คือ การเปลี่ยนชุดความคิด โดยเฉพาะกระแสสังคมที่เกี่ยวกับยาเสพติด ยังเห็นว่า เรื่องนี้ยังร้ายแรงอยู่”

ผศ.ดร.ธานี กล่าวด้วยว่า การออกแบบกฎหมายทางนิติบัญญัติด้านยาเสพติดของบ้านเราเสี่ยงสูงมาก ไม่ต่างจากเดิม อาจปรับโทษนิดหน่อย ขณะที่การทำงานด้านสาธารณสุขก็ทำงานไม่เต็มที่ ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดควรมีเรื่องป้องกัน บำบัดด้านสาธารณสุข ที่ตลกมากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกมีประมวลกฎหมายยาเสพติด ทะลึ่งมีป.วิญา มีความผิดอาญาเสียบเข้าไปด้วย มหัศจรรย์แห่งโลก

สุดท้ายผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวถึงพืชเสพติดกับมิติการรักษาโรคว่า ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด พ.ศ. 2522 ระบุให้กระท่อม กัญชา เห็ดขี้ควาย กัญชง เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 5 ทั้งๆที่พืชเหล่านี้ถือเป็นพืชเสพติด เป็นสมุนไพร ตรงนี้ยังเป็นช่องโหว่ของการตีความในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด เพราะในทางการแพทย์การระบุให้พืชประเภทใดเป็นพืชเสพติดในประเภท 4 หรือ 5 ไว้ในครอบครองเกิน 10 กิโลกรัมขึ้นไปไม่ได้ถือว่า เข้าข่ายมีไว้เพื่อจำหน่าย ในกรณีที่เป็นพืชสมุนไพรที่ผ่านการสกัดเป็นตัวยาแล้วก็ยังมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถพัฒนายาต่อยอดในประเทศได้แล้ว ขณะที่พืชไทยหลายชนิดถูกต่างประเทศวิจัยแล้วจดสิทธิบัตร จึงอยากเสนอให้มีการยกเลิกกระท่อมและกัญชาจากการเป็นยาเสพติดในประเภท 5 และให้ปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมเป็นอย่างอื่น

"เราจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเคลื่อนเรื่องนี้เพิ่มขึ้น เวลาเราเทียบตัวชี้วัดว่าพืชเสพติดต่างๆเช่น กระท่อม  กัญชา อยู่ในลำดับเท่าไหร่หากเทียบกับเฮโรอีน ที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ซึ่งตอนนี้ในต่างประเทศมีการจดสิทธิบัตรสารสังเคราะห์ที่สกัดมาจากกระท่อมและกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางยาแล้ว ขณะที่ทางไทยยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี กับพืชเสพติดดังกล่าว "เภสัชกรนิยดา กล่าว

ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวด้วยว่า ยาแผนโบราณของทางเอเซียส่วนใหญ่ใช้พืชสมุนไพรเป็นผสม ในอดีตไม่เคยมีการขึ้นบัญชีกระท่อมเป็นพืชเสพติด กระท่อมเวลาจดสิทธิบัตรจะใช้ชื่อ kratom โดยมีการจด 2 ครั้ง ในปี 2009 และ 2012 โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ยื่นจดแบบ PCTและมีการระบุว่าพบพืชกระท่อมในอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย พบว่ากระท่อมของไทยมีคุณสมบัติสูงมาก มีสรรพคุณระงับการปวดดีกว่ามอร์ฟีน 17 เท่า

ที่มา http://isranews.org/isranews-news/item/50304-drugs.html

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน กัญชากับโรคมะเร็ง

คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน: กัญชากับโรคมะเร็ง
โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์



เราทุกคนคงรู้จักกัญชา (Cannabis หรือ Marijuana) กันดี เพราะเป็นยาเสพติดประเภทหนึ่ง ที่มีคนสูบสูงที่สุดในโลก คือประมาณ 0.6% ของประชากรทั่วโลกต่อวัน

กัญชา จัดเป็นยาเสพติดที่มีโทษต่ำสุดในกลุ่มยาเสพติดทุกประเภท กัญชาได้มาจากพืชประจำถิ่นในเขตร้อนทั่วโลก เป็นพืชตระกูล Cannabis ทั้งนี้สารที่ออกฤทธิ์ เป็นยาเสพติด อยู่ในกลุ่มสารที่มีชื่อว่า Cannabinoids ซึ่งประกอบด้วยสารเสพติดมากมายหลายชนิด ประมาณ 50 ชนิดขึ้นไป แต่ตัวที่มีฤทธิ์แรงที่สุด และนำมาผลิตเป็นยาเม็ด คือ Delta-9-tertrahydrocannabinol ที่ย่อว่า THC/ทีเอชซี

กัญชา ออกฤทธิ์ทั้งกดและกระตุ้นระบบประสาทไปพร้อมกัน ส่งผลให้มีอารมณ์ดี รื่นเริง ดื่มด่ำ อยากอาหาร นอนหลับ แต่ถ้าเสพต่อเนื่อง หรือในปริมาณสูงจะส่งผลให้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย สับสน ประสาทหลอน สมาธิสั้น ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถประกอบการงานอาชีพได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนั้นยังมีผลให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตต่ำ อาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ แต่ผลต่อการเกิดโรคปอดยังไม่มีรายงานชัดเจน

ดังนั้น จึงห้ามใช้/เสพกัญชาในหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะส่งผลต่อทารกในครรภ์
กัญชาในธรรมชาติ ใช้ได้ทั้งจากใบ ลำต้น และดอก ในรูปแบบของ การสูบ การกิน/ดื่มคล้ายชา
ในทางการแพทย์โรคมะเร็ง กัญชาในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่รุนแรงที่เกิดจากตัวโรคมะเร็งเอง และ/หรือจากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยบางคนที่ใช้ยาแก้คลื่นไส้ไม่ได้ผล นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นการอยากอาหารของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ขาดอาหารจากไม่อยากกินอาหาร กินอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งทางการแพทย์นำมาใช้โดยผลิตในอุตสาหกรรมยา ในรูปแบบยากิน/ยาเม็ด ยาสเปรย์ และน้ำมันนวด/ทา/ยาใช้ภายนอก

อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาในการรักษาโรคมะเร็ง ในประเทศไทย และเกือบทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกา ยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังไม่อนุมัติการใช้กัญชาในการรักษาโรคต่างๆรวมถึงในโรคมะเร็ง แต่ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีกฎหมายอนุญาตใช้กัญชารักษาประคับประคองอาการผู้ป่วยโรคมะเร็งได้กรณีใช้ยาอื่นๆไม่ได้ผลได้ แต่ต้องใช้โดยแพทย์สั่งเท่านั้น

ในด้านที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นอกจากที่นำมากัญชามาใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งดังกล่าวแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า กัญชา อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ เพราะประกอบด้วยสารก่อมะเร็งหลายชนิดคล้ายในบุหรี่ รวมทั้งการเสพกัญชาเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำลง ดังนั้นกัญชา จึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งของอวัยวะในระบบศีรษะและลำคอได้เช่นเดียวกับบุหรี่

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสม กัญชาอาจกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของสัตว์ดีขึ้น

ทั้งนี้การศึกษาทางการแพทย์ในเรื่องของกัญชาในการเป็นสาเหตุ หรือในการรักษาอาการผิดปกติต่างๆ จำกัดมาก จึงไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ ทั้งในด้านสนับสนุน และด้านคัดค้าน และเป็นเรื่องยากที่จะได้คำตอบในเร็ววัน

สรุป
ปัจจุบัน การใช้กัญชาทางการแพทย์ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมทั้งในประเทศไทย ยกเว้นบางรัฐในสหรัฐอเมริกา และในแคนาดา ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ในการบำบัดรักษาเพื่อการรักษาประคับประคองตามอาการในผู้ป่วยโรคมะเร็ง การเสพกัญชาต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอได้

ที่มา: http://haamor.com/

'กัญชา'รักษามะเร็ง? : รายการ คม ชัด ลึก

'กัญชา'รักษามะเร็ง?


'กัญชา'รักษามะเร็ง? : รายการ คม ชัด ลึก

            ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องเปลี่ยนนิยามว่า กัญชาเป็นยาเสพติด หรือ ยารักษาโรค ? เพราะมีคุณหมอท่านหนึ่งออกมายืนยันว่า มีผลงานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า กัญชาสามารถใช้รักษามะเร็งได้ ทั้งๆ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่า กัญชาเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ใครมีไว้ในครอบครอง หรือ เสพ มีโทษ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติ ครม.ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด ปี 2522 ตอนหนึ่งมีเรื่องของกัญชา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตกลงว่า กัญชา รักษามะเร็งได้หรือไม่ มีประโยชน์มากกว่าโทษหรือไม่ ?

            นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ผู้เขียนหนังสือกัญชาคือยารักษามะเร็ง กล่าวว่า มีงานวิจัยชัดเจนในต่างประเทศ บางประเทศมีการวิจัยเรื่องกัญชามานานนับสิบปี นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอล เป็นผู้ค้นพบสารออกฤทธิ์ในกัญชา นั่นก็คือ THC ซึ่งสารตัวนี้ทำให้เซลล์มะเร็งตายเลย ขณะนี้ในประเทศอิสราเอลก้าวหน้าถึงขั้นใช้กัญชาในการรักษาโรค นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศใช้กัญชารักษาโรคตามมาอีกเป็นระยะๆ

            ผลการวิจัยระบุเลยว่า เซลล์มะเร็งหายไป หรือมีขนาดเล็กลง
            เมื่อไม่นานมานี้ ในเว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพิ่งยอมรับเมื่อปีที่แล้วว่า สารสกัดในกัญชาสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ถึงแม้จะยังอยู่ในหลอดทดลองก็ตาม แต่จริงๆ แล้ว งานวิจัยเดินหน้ามาไกลกว่านั้นแล้ว

            งานวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ วิจัยในหลอดทดลอง วิจัยในสัตว์ทดลอง และวิจัยในคน
            การวิจัยในสัตว์ทดลอง ก็คือ นำเซลล์มะเร็งของคนไปฝังไว้กับหนู แล้วก็ให้ยาเข้าไป ถ้าได้ผล ก็เชื่อได้ว่า ใช้ในคนก็จะได้ผลเช่นเดียวกัน
            ขณะนี้มีการวิจัยในคนแล้ว และมีการนำเสนอแล้วในประเทศสโลวีเนีย แต่ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่มีงานข้อมูลวิจัยออกมาแล้ว ในการจัดงานกัญชาโลก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง
            งานวิจัยในขณะนี้ ตอนนี้รอเวลาเผยแพร่ เพราะเพิ่งเริ่มถูกกฎหมาย หลังจากผิดกฎหมายมานาน
            งานวิจัยเพิ่งเริ่มทำ แต่บางส่วนที่ทำกันเองในบางประเทศแอบทำกันแบบลับๆ
            มีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ จะไม่ใช้วิธีนำคนไข้มาลองยาแต่ละอย่าง แต่จะนำหนูมา 10 ตัว แล้วนำเซลล์มะเร็งไปฝังไว้กับหนูทั้ง 10 ตัว จากนั้นให้ยาแต่ละชนิดกับหนูแต่ละตัว 10 ตัว ยาก็ 10 ชนิด ก็จะสามารถรู้ได้ว่า ยาตัวไหนฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ก็นำยาตัวนั้นมารักษาคนไข้ แต่ค่าใช้แพงมาก เป็นล้านบาท
            ในประเทศไทย มีการใช้กัญชารักษามะเร็งแบบลับๆ มีมานานแล้วนับสิบปี แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะติดคุกกันหมดทั้งคนรักษา และคนไข้ ทั้งข้าราชการและนักการเมือง โดยมีคนที่รักษาแล้วได้ผลก็บอกต่อๆ กัน แล้วก็มีการทดลองกันมาเรื่อยๆ

            ขณะนี้มีการสกัดกัญชาออกมาเป็นยาใช้สำหรับรักษามะเร็งได้แล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยยังผิดกฎหมาย ในขณะที่บางประเทศถูกกฎหมาย ทั้งในสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล และประเทศในอเมริกาใต้ ซึ่งล่าสุดก็มีในออสเตรเลีย

            กัญชาในทางการแพทย์หลายคนเข้าใจว่า ทำเป็นยาสำเร็จออกมา จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะกัญชาทางการแพทย์จะติดปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา ดังนั้น การจำหน่ายจะขายในรูปของสมุนไพร อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะให้ใบสั่งยา แล้วก็ไปที่ร้านจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์ ก็จะได้ดอกกัญชาแห้ง แล้วคนไข้นำไปปรุงเอง โดยจะใช้วิธีสูบ หรือ สกัด หรือ ผสม

            กัญชาที่นำมาใช้กับแต่ละคน การตอบสนองไม่เท่ากัน จะต้องเริ่มใช้ทีละน้อย จนถึงระดับที่ใช้ได้ผล ซึ่งส่วนใหญ่ได้ผล

            มีการวิจัยออกมาแล้ว กัญชาปลอดภัยมาก ปลอดภัยกว่าเหล้า บุหรี่
            ขณะนี้แพทย์ในสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันแล้วว่า กัญชาไม่ทำให้เสพติด ปัจจุบัน ใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการเสพติดจากเฮโรอีน มอร์ฟีน ฝิ่น ซึ่งใช้ได้ผลดี
            ผลการวิจัยเกือบ 100 ชิ้น ระบุตรงกันว่า กัญชาสามารถรักษามะเร็งได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย มะเร็งที่ร้ายแรงที่ต้องใช้วิธีฉายแสงยังเอาไม่อยู่ แต่กัญชาเอาอยู่ อย่าลืมว่า กัญชามีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์์มีสารออกฤทธิ์จำนวนไม่เท่ากัน งานวิจัยจะบอกได้ว่า กัญชาตัวไหน พันธุ์ไหน เหมาะกับการรักษามะเร็งชนิดไหน
            การที่จะใช้กัญชารักษามะเร็ง จะต้องใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งระยะ 1-3 จะได้ผลดี หากเป็นระยะ 4 ยาชนิดไหนก็ไม่ได้ผล รวมถึงกัญชาด้วย
            นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า สมุนไพรหลายตัวก็มีผลรักษาได้เช่นกัน ไม่ใช่มีแต่กัญชาชนิดเดียว
            มะเร็งในมนุษย์มีปัจจัยอื่นๆ มากกว่าในสัตว์ ก็ต้องทำงานวิจัยให้ชัดเจน ไม่ใช่แต่วิจัยกัญชาแต่เพียงอย่างเดียว ถือว่า เป็นการวิจัยเพียงด้านเดียว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ ทั่วโลกไม่ยอมรับ แต่จะเป็นการยอมรับเฉพาะในกลุ่มของตัวเอง อย่างนี้จะเป็นการสร้างความสับสนได้
            กว่าจะได้ยารักษาแต่ละตัวนั้น ผ่านกระบวนการเยอะ หรือการรักษาที่ได้มาตรฐาน นั้น มีการวิจัย มีการศึกษา มีผลยืนยันแล้วว่า นำมาใช้รักษาดีกว่าตัวอื่น

Cr. http://www.komchadluek.net/detail/20160427/226598.html "คม ชัด ลึก ออนไลน์"

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความจริงเรื่อง กัญชา กับ มะเร็ง / มติชนออนไลน์

หลังจากมีประเด็นถกเถียงถึงการนำ “กัญชา” ซึ่งถือเป็นยาเสพติดให้โทษ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ 

หลังมีผลวิจัยว่าสามารถลดอาการปวดและคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่ตอบสนองต่อยาแผนปัจจุบัน และสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้นั้น 

จนมีการหารือว่าจะมีการแก้กฎหมายเพื่อให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ได้นั้น ล่าสุด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้อธิบายความจริง เรื่อง กัญชา กับ มะเร็ง ให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้




  1. กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ครอบครองมีความผิดตามกฎหมาย
  2. กัญชายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยว่าสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็งในคนได้จริงหรือไม่
  3. ปัจจุบันกัญชามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเท่านั้น 
  4. ผลการวิจัยในคนยืนยันว่า กัญชาสามารถลดอาการปวดและคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่ตอบสนองต่อการให้ยาแผนปัจจุบัน 
  5. การเสพกัญชามีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม มีผลต่อจิตประสาทและอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง 
  6. การจดสิทธิบัตรยาที่มีส่วนประกอบของกัญชาในต่างประเทศ โดยไม่ยื่นจดในไทย ไม่มีผลได้รับการคุ้มครองในไทย 
  7. ประเทศไทยอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำกัญชามาวิจัยในทางการแพทย์ได้ 
การแก้กฎหมายดังกล่าว คือ การที่สำนักงานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้จัดทำร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีการรวบรวมกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดหลายฉบับบรรจุไว้เป็นร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับเดียว

ซึ่งจะมีการพิจารณาถึงการปลดล็อกให้สามารถนำกัญชามาใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ได้ แต่ต้องจับตาดูว่าจะปลดล็อกอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์อะไร เพื่อไม่ให้เป็นช่องว่างของการนำมาสู่การค้าและการเสพยาเสพติด

ที่มา http://m.manager.co.th/QOL/detail/9590000051727

ติดตามพวกเราใน Facebook มาร่วมกัญ กดไลท์เลย
https://www.facebook.com/ganjathai/

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คุยให้เคลียร์.. “ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่ากัญชารักษามะเร็งได้”!! นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ตอนที่ 1 / มติชน ออนไลน์

สั่นสะเทือนหลายวงการ ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ “กัญชาคือยารักษามะเร็ง” โดย นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ทำเอาหลายคนมึนงงว่าความจริงคืออย่างไรกันแน่ ท่ามกลางกระแสทั้งบวกและลบ เราขอพบนายแพทย์คนดังอีกครั้ง เคลียร์กันจังๆ ไปเลยว่ากัญชารักษามะเร็งได้ จริงไหม แบบไม่มีกั๊ก!
สำหรับผู้ติดตามเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ คงได้ผ่านตาบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่ง เมื่อราวครึ่งเดือนก่อน ที่นำเสียงสะท้อนกลับมากระทบอย่างหลากหลาย นำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเอาจังเอาจัง (อ่านบทสัมภาษณ์ย้อนหลัง “คนไทยเลิกตายจากโรคมะเร็งได้แล้ว” เพราะ..กัญชารักษามะเร็งได้!! “นพ.สมยศ กิตติมั่นคง” )

    ทุกคนย่อมรู้อยู่ล่ะว่ากัญชานั้นถูกกำหนดตามกฎหมายให้เป็นยาเสพติด แต่ทันทีที่มีใครสักคนเดินมาบอกว่ามันสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ ย่อมเกิดความคลางแคลงสงสัยเป็นธรรมดา เฉกเช่นคอมเมนต์ความคิดเห็นและข้อมูลที่นำมายันกันอย่างที่เป็นข่าวหนาตาหนาหูอยู่ในช่วงนี้

ขณะที่นายแพทย์ผู้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มดังกล่าวก็แทบไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะนอกจากสื่อแทบทุกสื่อจะขอดึงตัวไปสนทนา ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่กริ๊งกร๊างเข้าไปยังสำนักงานของนายแพทย์คนดังกล่าว ชนิดที่พูดได้ว่าสายโทรศัพท์แทบไหม้ ขณะที่ “สายเขียว” กระพือปีก ใจเต้นระริก ราวกับกระดี่แว่วยินเสียงฝน

  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  แต่อีกฟากของถนนก็มีเสียงตะโกนมาดังๆ ว่าเป็นไปได้ยาก กัญชารักษามะเร็ง มีที่ไหน? เพราะเหตุนี้ เมื่อมีความคลางแคลงสงสัย ย่อมเรียกร้องการไขคำตอบ และนี่ก็คือบทสนทนาอีกครั้งหนึ่ง แบบจัดเต็ม พร้อมกับคำถามจากทางบ้าน ...

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง กับสิ่งมหัศจรรย์ที่เชื่อว่าฤทธิ์ของกัญชาสามารถกระทำได้ แต่ถึงอย่างไร การคุยให้เคลียร์ๆ กันไปเลยกับนายแพทย์สมยศผู้เป็นต้นทาง อาจจะทำให้เรามองเห็นความกระจ่าง ด้วยทางของเราเอง ...


  •  สืบเนื่องมาจากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อน กระแสตอบรับแรงมาก ทั้งบวกและลบ คุณหมออ่านปรากฏการณ์ตรงนี้อย่างไร 
 ผมคิดว่ากัญชามันอยู่คู่สังคมไทยมานานมาก คนไทยที่คุ้นเคยกับกัญชาเป็นสองกลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกยังเชื่อว่ากัญชาเป็นสิ่งเสพติด เพราะรับข้อมูลด้านเดียวมาโดยตลอดหลายสิบปี แต่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่ย่าตายาย เขาจะมองกัญชาอีกรูปแบบหนึ่ง 

เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนออกมาให้ข้อมูลซึ่งขัดกับความรู้ความเชื่อของตนเอง หรือเป็นข้อมูลแบบใหม่ มันก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งในความคิดระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ทำให้เขาต้องเข้ามาดูข้อมูลว่ามีอะไรใหม่ที่เขาจะนำไปคิดพิจารณาดูว่า ข้อมูลเก่าที่เขาเคยรับรู้มา กับข้อมูลใหม่นี่ มันมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


  •  เพราะกระแสนั้น ทำให้สื่อทุกสื่อต่างให้ความสนใจและขอสัมภาษณ์ คุณหมอเบื่อไหมที่ต้องคุยเรื่องเดิมๆ 
ผมคิดว่าตอนนี้คนไทยสนใจเรื่องนี้มาก และถามมามาก เพราะต้องการคำยืนยัน ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะว่า เราต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เพราะฉะนั้น ผมไม่รู้สึกเบื่อเลย ผมรู้สึกสนุก ยินดีด้วยซ้ำไปที่มีคนสนใจ แสดงว่าเรื่องนี้มันมีผลกระทบต่อเขาจริงๆ แสดงว่าเรื่องนี้มันสามารถช่วยชีวิตเขา ถ้าเขาไม่เห็นว่ามันจะช่วยเขาได้ เขาคงไม่มาสนใจเรื่องพวกนี้หรอกครับ

  • เขาบอกว่า คุณหมอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพียงเพราะว่าอยากจะขายหนังสือ หรือกระทั่งขายยาที่คุณหมอคิดขึ้น อย่างพวกเห็ดถั่งเช่าทิเบต ตรงนี้จะแก้ว่าอย่างไรครับ 
 หนังสือ ผมขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ไปแล้ว ผมได้ค่าลิขสิทธิ์เล่มละ 10 กว่าบาท แถมต้องมานั่งคอยรับโทรศัพท์ตอบปัญหา ให้คนที่ซื้อหนังสือไปโทร.มาปรึกษายันเที่ยงคืน เงินแค่นี้คุ้มมั้ยล่ะครับ 

 ส่วนพวกเห็ดหลินจือ เห็ดถั่งเช่า มีขายเกลื่อนกลาดหลายร้อยเจ้าในประเทศไทย ทั้งบริษัทขายตรง หรือไม่ขายตรง ถ้าลองไปดูข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศ จะมีบอกเลยว่า มันช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดหรือการฉายแสงได้ 

มีแต่พวกหมอเท่านั้นแหละที่ไม่รู้ว่าคนไข้เขาไม่เชื่อคำพูดของพวกคุณหรอกว่าไม่ควรกิน ในเมื่อญาติพี่น้องของเขาซื้อมาจากเมืองจีน คนไข้เขาลองกินแล้วได้ผล ทำไมเขาจะไม่กิน 

 การที่ผมใส่ข้อมูลพวกนี้ลงไปในหนังสือ มันไปกระทบความเชื่อของหมอบางคน ที่ต่อต้านเรื่องพวกอาหารเสริมจากเห็ดอยู่แล้ว และข้อมูลที่ใส่ไว้ในหนังสือ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนในเรื่องของข้อมูลทางเลือกในการรักษามะเร็ง 

เพราะถึงแม้คนไข้จะไม่ได้อ่านหนังสือผม เขาก็ซื้อเห็ดพวกนี้จากเมืองจีนหรือบริษัทขายตรงมากินอยู่แล้ว เพื่อลดผลข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด หรือการฉายแสง แต่เขาไม่บอกหมอที่รักษาเขา เพราะถ้าหมอพูดเป็นแค่ว่า กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ห้ามกินอาหารเสริม ห้ามกินสมุนไพร ถ้าพูดได้แค่นี้ เขาเชื่อญาติพี่น้องเขามากกว่าเชื่อหมออยู่แล้ว 

 เห็ดถั่งเช่าทิเบต ผมทำวิจัยเพาะปลูกสำเร็จเป็นคนแรกของประเทศไทย ผมมีชื่อเสียงคนไทยรู้จักผมจากเรื่องการวิจัยถั่งเช่าทิเบต มาตั้งนานเป็นสิบปีแล้ว แทบจะทุกเว็บไซต์ที่ขายถั่งเช่าในประเทศไทย เอาวิดีโอ เอาคำสัมภาษณ์ผมไปลงบนหน้าเว็บ ผมมีชื่อเสียงมาตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาใช้กัญชาเพื่อปลุกกระแสหรอกครับ มีแต่คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ ดูอินเทอร์เน็ต ถึงไม่รู้จักผม 

  •  ปัญหาใหญ่อีกข้อก็คือ เขาว่าคุณหมอไม่ได้มีความรู้ด้านการรักษาโรคมะเร็ง มาพูดเรื่องนี้ทำไม จะเชื่อถือได้แค่ไหน 
 ผมไม่ได้อบรมตามหลักสูตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งโดยตรง ผมถึงใช้ประสบการณ์ของผมในการรักษาคนไข้มะเร็ง ในการเขียนหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ โดยใช้ชื่อว่า “รักษามะเร็งนอกตำรา” ส่วนเล่มล่าสุด “กัญชาคือ ยารักษามะเร็ง” 

 ขอบอกว่า หนังสือที่ผมเขียนหลายเล่ม ในแนวของการแพทย์ทางเลือก เช่น ล้างพิษตับขับนิ่วด้วยตนเอง ลดความอ้วนด้วยขาหมู ก็ติดอันดับหนังสือขายดี ได้รับการตีพิมพ์หลายต่อหลายครั้ง สำหรับหนังสือ “กัญชา คือยารักษามะเร็ง” ได้รับคำชมจากแพทย์ที่สนใจเรื่องการรักษามะเร็ง และรักษาตัวเองให้หายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้กัญชาจากประเทศลาวว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการรักษามะเร็งเล่มที่ดีที่สุด ครบถ้วนที่สุด เท่าที่เคยได้อ่านมา 

ได้ยินแค่นี้ ผมก็พอใจแล้ว แพทย์หลายๆ ท่านที่ทำเรื่องการแพทย์ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปอบรมหลักสูตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แต่ท่านอาจารย์เหล่านั้น ก็ให้การรักษาได้อย่างดีด้วยซ้ำไป การรักษาโรค คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดูแลรักษาตัวเองได้ ทำไมจะต้องเอาชีวิตของเราไปผูกไว้กับเอวของใคร คนที่เขาไม่ได้เรียนจบแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น หมอยาพื้นบ้าน หมอแผนไทย หมอแผนโบราณ ทำไมเขาช่วยชีวิตคนได้ การศึกษาต่อเนื่อง เราสามารถทำได้เองอยู่แล้วครับ ทุกคนสามารถทำได้ การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น 

ถึงผมไม่ได้เรียนทางด้านรักษามะเร็งโดยตรง ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ คนที่ไม่ได้จบแพทย์ เขายังรักษามะเร็งได้ดี ทำไมเราจะทำไม่ได้ คนไข้มะเร็งในต่างประเทศ สามารถทำยารักษามะเร็งได้ด้วยตัวเอง แล้วคนไทยที่สนใจหาความรู้ใส่ตัวหน่อย ทำไมจะทำไม่ได้ เช่นกัน

  •  ขณะที่คุณหมอบอกว่ากัญชารักษามะเร็งได้ แต่ในท่ามกลางกระแสสังคมนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่จะยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ตรงนี้คุณหมอจะว่าอย่างไรครับ 
 ตอนนี้ ถ้าในวารสารต่างประเทศที่เขาตีพิมพ์กันบ่อยๆ หรือที่เขาคิดว่าเป็นมาตรฐานทางงานวิชาการ มันยังไม่มีงานไปถึงตรงนั้น ก็จริงอยู่ เพราะส่วนหนึ่งมันเกี่ยวกับตัวกฎหมายที่เพิ่งเปิดช่องให้ทำวิจัย ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยในคนก็เลยอาจจะออกมาช้านิดหนึ่ง อันนี้ประเด็นแรกนะครับ 

ส่วนประเด็นที่สอง ปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นก็คือว่า มันมีคนไปจดสิทธิบัตรไว้แล้ว เพราะฉะนั้น การที่บริษัทยาไปจดสิทธิบัตรไว้แล้ว คนที่จะลงทุนทำวิจัยก็ต้องรอบริษัทยาเป็นคนลงทุน พูดง่ายๆ ว่าเขาเป็นคนคุมเกมอยู่ เขาต้องดูว่าผลประโยชน์นี้จะเข้าส่วนไหนของเขา 

 เพราะฉะนั้น ตัวบริษัทยาเองก็เริ่มทำงานวิจัย อย่างบริษัทยาในอังกฤษ ที่เขาทำออกมาก่อน จะเป็นยารักษาโรคปลอกประสาทอักเสบ หรือ Multiple sclerosis อันนี้มีการวิจัยในคนแล้ว และได้ผลดีด้วย ดังนั้น การวิจัยในคนเพื่อรักษามะเร็ง เดี๋ยวก็คงตามมาครับ 

เพราะต้องบอกว่า ตัวสารสกัดจากกัญชา มันรักษาได้หลายโรคมาก บริษัทจะทำพร้อมๆ กัน มันก็เป็นการลงทุนที่เยอะมาก เพราะฉะนั้น เขาจึงทยอยทำ อะไรที่คิดว่าขายได้ก่อน ได้เงินมาเร็วกว่า ต้นทุนต่ำกว่า บริษัทยาคงต้องตัดสินใจทำอันนั้นก่อน แต่จริงๆ แล้ว เขาจดสิทธิบัตรครอบคลุมไว้หมดแล้ว


  • ถามอีกครั้งครับ ไม่มีการวิจัยในคน แล้วเราจะเอามาใช้กับคนได้อย่างไรครับ 


 คือต้องเล่าอย่างนี้ก่อนครับว่า บางคนเขากลัวว่าพอวิจัยในสัตว์ทดลอง หรือวิจัยในหนูแล้ว จะเอามาใช้ในคนจริงๆ ไม่ได้ผล แต่มันต่างกันกับตัวกัญชา เพราะว่าตัวกัญชา มันมีผลการใช้คู่ขนานเป็นยาในคนมาด้วยนานแล้ว กัญชาเป็นยารักษาโรคมาเป็นพันปีแล้ว ประวัติศาสตร์จีนบันทึกการใช้ยามายาวนานมาก

 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://antiquecannabisbook.com/chap2B/China/China.htm )
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรคอย่างถูกกฎหมายมาตั้งนานแล้ว ประเทศไทยเองก็มีการใช้ยาแผนโบราณที่มีส่วนประกอบของกัญชาเกินกว่า 50 ตำรับ ดังนั้น กัญชาไม่ใช่ยาใหม่ แต่เป็นยาสมุนไพรที่มีคนใช้มาเป็นพันปีแล้ว

 พอมีคนค้นพบว่า กัญชามีผลในการฆ่าเซลล์มะเร็งเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ในปี ค.ศ. 1974 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cureyourowncancer.org/1974-study-showing-cannabis-kills-cancer-cells-antineoplastic-activity-of-cannabinoids.html ) ก็มีการพยายามปกปิดข้อมูลอันนี้ไว้ อันนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ทำให้เรารู้ว่า กัญชาคือยารักษามะเร็ง แต่ก็มีปัญหาในแง่กฎหมายที่ทำให้กัญชาเข้าไปอยู่ในรายการยาเสพติด ทำให้ไม่มีงานวิจัยต่อเนื่องในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไปมีงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในประเทศอื่น เช่น ประเทศอิสราเอล เป็นต้น ต่อมา มีการจดสิทธิบัตรโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า กัญชาใช้รักษาโรคได้ ในปี ค.ศ. 2003 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.google.com/patents/US6630507) อีก 10 ปีต่อมา ในปี 2013 บริษัทยาในญี่ปุ่นและอังกฤษก็ได้สิทธิบัตร สารสกัดจากกัญชาใช้เป็นยารักษามะเร็งได้ (อ่านข้อมูลที่ http://www.google.com/patents/US20130059018)

นอกจากข้อมูลเหล่านี้ ยังมีข้อมูลงานวิจัยอีกนับเป็นร้อยชิ้น และออกตามมาเรื่อยๆ ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองว่า กัญชาใช้รักษามะเร็งได้หลากหลายชนิดมาก ก็มีคนที่รองานวิจัยในคนไม่ไหว เพราะงานวิจัยพัฒนายาในคน ยาตัวหนึ่งต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้าน ใช้เวลาเป็นสิบปี คนที่เป็นมะเร็งเขารอไม่ได้ คนกำลังจะตายในอีกไม่กี่เดือนแล้ว

เขาต้องตัดสินใจเอาชีวิตรอด  ยังไงครับ คือมีคนเอามาใช้จริงๆ เลย เพราะเขาไม่มีทางเลือกในการรักษาแล้ว ขอยอมตายล่ะ จะใช้กัญชานี่แหละรักษามะเร็ง แล้วปรากฏว่าหาย มันก็กลายเป็นเรื่องที่เขาเอามานำเสนอผ่าน ยูทูป ผ่านเว็บไซต์อะไรต่างๆ เช่น http://phoenixtears.ca/ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ยอมเชื่อเรื่องเหล่านี้

แต่ผมบอกเลยนะครับว่า พื้นฐานของวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้ว ได้มาจากการสังเกต ถ้ามีคนพูดเยอะๆๆ เราก็ต้องหาข้อมูลมาดูและเช็กว่าเป็นยังไง แล้วบางเว็บไซต์ก็มีข้อมูลบุคคลออกมาให้สัมภาษณ์จริงๆ จังๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษามะเร็งแล้วหาย
 

อย่างตัวนี้  ก็บ่งบอกได้อย่างหนึ่ง ถึงแม้จะบอกว่าไม่ได้มีงานวิจัยในคน มันก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้ผลนี่ครับ เพราะขนาดในหลอดทดลองมันยังได้ผล ขนาดในหนูมันยังได้ผล แล้วมีคนเอาไปใช้แล้วบอกว่าได้ผล ถ้าเราต้องรองานวิจัยในคน คนเขารอไม่ไหว จะตายก่อน

 อีกประการหนึ่ง คนมักจะเข้าใจว่า เราเอายาไปทดลองใช้ในหนูทดลอง แล้วเราจะเอาผลวิจัยนั้นมาใช้ในคนไม่ได้ อันนี้ไม่จริงครับ เดี๋ยวนี้เขามีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ที่เรียกว่า อวตาร ซึ่งมีงานวิจัยออกมาแล้ว ดูจากลิงก์นี้ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4347595/ เขาอธิบายหลักการไว้อย่างง่ายๆ

สมมติว่าเรามียารักษามะเร็งอยู่สิบชนิด แต่ไม่รู้ว่ายารักษามะเร็งตัวไหนเหมาะกับมะเร็งในตัวคนไข้ เราก็จะไปจ้างบริษัททำแล็บ ให้เลี้ยงหนูไว้สิบตัว และหนูสิบตัวนี้เป็นเหมือนอวตารของคน แล้วเราเอาเชื้อมะเร็งจากคนไข้มะเร็งจริงๆ ฉีดเข้าไปในตัวหนู ให้มันโตในตัวหนู แล้วก็ทดสอบว่ายาตัวไหนฆ่าเซลล์มะเร็งของคนที่ฝังไว้ในตัวหนูได้ผล

โดยเอายาตัวที่หนึ่ง ใช้กับหนูตัวที่หนึ่ง ยาตัวที่สองใช้กับหนูตัวที่สอง....แล้วก็ดูว่าหนูสิบตัวนี้ ตัวไหนรอดตายบ้างจากโรคมะเร็ง แล้วเราก็เอายาตัวนั้นมาใช้กับคน ตอนนี้เมืองนอกเขาทำกันแบบนี้ เป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ เพราะเขาไม่อยากให้คนไข้เป็นหนูทดลองยารักษามะเร็งซะเอง

ดังนั้น จะมาบอกว่าใช้ทดลองกับหนูแล้ว จะใช้กับคนไม่ได้ ไม่จริงครับ ตอนนี้วิธีการรักษามะเร็ง มันกลับทางกันแล้ว ไม่ได้ใช้แบบเดิมแล้ว แบบเดิมทำไมบอกว่าไม่เหมาะ เพราะมันเหมือนว่าคุณเอายาเคมีบำบัดมาทดลองกับคนไข้แต่ละคน

ถึงจะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน แต่มันก็มีความแปรปรวนของมันอยู่ครับ ยาเคมีบำบัด มันเป็นยาพิษแบบหนึ่ง เอาเข้าไปในร่างกาย มันมีผลเสียต่อร่างกายนะครับ ไม่ใช่วิตามินที่กินบำรุงร่างกาย แต่ยาเคมีบำบัด ทำให้คนไข้บางรายเสียชีวิตได้

 เซลล์มะเร็งมันแปรปรวนเยอะ มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน มะเร็งชนิดเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าคุณใช้ยาตัวเดียวกันจะรักษาหายนะครับ หมอในต่างประเทศที่รักษามะเร็ง เขาต้องเริ่มยาเคมีบำบัดบางตัวก่อน ถ้าไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ถ้าโชคดี ก็อาจจะได้ผลบ้าง

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เราจะไม่งงว่าทำไมคนบางคนรักษาหาย แต่อีกคนทำไมรักษาไม่หาย เพราะมันมีความแปรปรวนในระดับยีนของเซลล์มะเร็งอยู่


  • ก็ยังสงสัยอยู่ดีครับว่า ไม่มีการวิจัยในคนแล้วจะเอามาใช้ในคนได้อย่างไร 

 อย่างนั้นแสดงว่าไม่เข้าใจ ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างงานชิ้นนี้เพิ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2014 นี่เอง เขาบอกว่า One mouse, one patient paradigm: New avatars of personalized cancer therapy  คำว่า personalized cancer therapy เป็นแนวคิดใหม่ในการรักษาโรคมะเร็ง ที่เมืองไทย ยังไม่คิดว่าจะมีคนเอามาใช้ เป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เหมาะสำหรับเศรษฐี 

วิธีนี้ เหมือนกับการให้ยารักษาโรค ทำไมคนไข้กินยาตัวนี้แล้วถึงแพ้ บางคนทำไมไม่แพ้ สมัยใหม่ เขาจะให้ยาที่เหมาะสมกับตัวคนไข้เลย เขาจะตรวจลงไปในระดับยีนเลยครับ ก่อนจะให้ยาคน เพื่อจะตรวจดูว่าเขาเหมาะกับยาตัวนั้นตัวนี้หรือเปล่า คุณจะบอกว่ายาตัวเดียวใช้ได้กับทุกคน ไม่ใช่ครับ อันนั้นมันสมัยโบราณครับ ก็เหมือนกับการใช้หนูมาเป็นอวตารนี่แหละ
 • ใช้หนูเป็นอวตาร? 
 คือแค่ใช้กับหนูทดลอง ก็ถือว่าโอเคแล้ว เพราะกัญชามันปลอดภัยกว่าเคมีบำบัดเยอะ มันไม่ทำลายเซลล์ปกติ มันออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น เพราะฉะนั้น ต่อไปคุณจะทำวิจัยในคนเพื่ออะไร ก็แค่เพื่อดูว่าตอบสนองดีไหม ดูว่าเป็นพิษไหม มันมีงานวิจัยอื่นๆ บอกได้นี่ครับ มันไม่จำเป็นต้องรอจากงานวิจัยตัวนี้ตัวเดียว

 เขาเรียกว่ามันเป็นความฉุกเฉินเร่งด่วนที่เราต้องรีบเอายามาใช้กับคนไข้มะเร็ง เรารอไม่ได้ครับ และเราต้องข้ามขั้นตอนนั้นมา ถ้าคนไข้เราจะอยู่ได้อีกเป็นสิบปีแล้วค่อยตาย อันนั้นค่อยว่าไปอย่าง แต่นี่โรคมะเร็ง มันจะตายในไม่กี่เดือนนี้แล้ว เราต้องรีบช่วยชีวิตคน

 ผมจะให้ดูงานวิจัยจริงๆ เลยนะครับ กับเว็บไซต์ในอเมริกา National institute of Health ที่เป็นเว็บไซต์รัฐบาลของอเมริกา ดูจากลิงก์นี้ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24157811 เขามีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ คือปกติ การใช้เคมีบำบัด มันเหมือนกับการเหวี่ยงแห แต่ละคนที่ได้รับการบำบัด รับประกันไม่ได้เลยครับว่ามะเร็งจะหายหรือเปล่า

เราอาจจะฟังแล้วงงๆ แต่ถ้าเราเป็นคนไข้มะเร็งแล้วเราไปหาหมอ หมอจะบอกว่าเดี๋ยวหมอขอลองยาตัวนี้ดูนะ ถ้ายาตัวนี้ไม่หาย อาจจะต้องเปลี่ยนยาไปเป็นตัวนั้นตัวโน้น อ้าว ถ้ามันหายก็ต้องหายหมดทุกคนสิครับ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นเศรษฐี มีเงินมาก เขาบอกว่าเขาไม่อยากเป็นหนูลองยาแบบนี้หรอก

 สรุปก็คือ เขาใช้หลักการของอวตารนี่แหละ ในการเอายาไปทดลองกับหนูเพื่อดูว่ายานั้นเวิร์กหรือเปล่า แล้วค่อยนำยานั้นมาใช้กับคน เพราะฉะนั้น คุณจะบอกว่านั่นแค่ใช้ในหนู มันไม่ได้ใช้กับคนจริงๆ แล้วคุณไปเชื่อมันได้ไง เพราะตอนนี้มันกลับกันแล้วครับ ข้อมูลคนละเรื่องแล้วนะ อันนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่


  •  เดี๋ยวกลับไปที่เว็บไซต์ National institute of Health ซึ่งเป็นเว็บไซต์รัฐบาลของอเมริกา เขาว่าไว้อย่างไรครับ


 National cancer institute ที่ cancer.gov/ คำว่า gov ก็คือ Government หรือรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมงานวิจัยต่างๆ มาว่ามันได้ผลจริงหรือเปล่า ตัวนี้แหละที่คนเขาชอบอ้างกันว่ายังไม่เห็นมีงานออกมาผ่านตัวนี้เลยว่าได้ผล ได้ผลแค่ในหลอดทดลองกับในหนู พวกที่พูดแบบนั้นก็อ้างจากตรงนี้แหละ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้คนลอยน้ำตุ๊มต่อม ตุ๊มต่อม เห็นขอนไม้ลอยมา ก็คว้าไว้ก่อนสิ

 เอาล่ะ ในเว็บไซต์นี้เขาบอกว่ากัญชานี่ใช้มาเป็นพันๆ ปีแล้ว และเขาบอกว่า การวิจัยนี้ใช้เวลาสองปีกับการวิจัยในหนูและพบว่า ขนาดของกัญชาที่ให้ในหนู มีผลต่อการลดมะเร็งตับในหนู และลดการเกิดมะเร็งชนิดที่ไม่รุนแรง เช่น ในต่อมเต้านม มดลูก ต่อมใต้สมอง อัณฑะ ตับอ่อน

แล้วก็มีการศึกษาอยู่อันหนึ่ง พบว่า ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดในหลอดทดลองหรือในสิ่งมีชีวิตจริงๆ ซึ่งอาจจะเป็นหนูก็ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบอ้างว่ามันจะใช้ได้ยังไง มันใช้แค่ในหนู ไม่ใช่คน อ้าว มันก็เป็นอย่างงี้แหละ มันต้องเริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้นแหละ ก่อนที่มันจะไปตรงโน้นหรือสู่คนได้ แล้วถ้าเกิดตรงนี้ไม่ได้ผล ก็ไม่ต้องพูดถึงตรงโน้นแล้ว คือมีคนเอามาใช้จริงๆ เลย เพราะเขาไม่มีทางเลือกในการรักษาแล้ว ขอยอมตายล่ะ จะใช้กัญชานี่แหละรักษามะเร็ง แล้วปรากฏว่าหาย มันก็กลายเป็นเรื่องที่เขาเอามานำเสนอผ่านยูทิวบ์ ผ่านเว็บไซต์อะไรต่างๆ

 ประเด็นคือ ถ้าตรงนี้ได้ผลในหนูแล้ว มันก็เหมือนขอนไม้ลอยมา ตุ๊บป่องๆ เราก็จับได้แล้ว จริงไหมครับ ตอนนี้ คนที่เป็นมะเร็ง เขาอาจจะตายในไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาจะไม่คว้าขอนไม้อันนี้ไว้เหรอ แล้วขอนไม้นี่ มันลอยได้ด้วยนะ เพราะมันมีงานวิจัยรองรับ อย่ามาติดว่า ไม่มีงานวิจัยในคน ซึ่งไม่เป็นความจริง

คุณรู้มั้ยว่า โบท็อกซ์ที่ฉีดรักษาหน้าเหี่ยวหน้าย่นนี่ แรกๆ นั้นเขาใช้ฉีดรักษาพวกโรคตาเขเฉยๆ ไปฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อมันหยุดทำงานไปข้างหนึ่งเพื่อให้กลับมามองเห็นตรงๆ แล้วไปๆ มาๆ คนก็พบว่า เอ๊ย ทำไมฉีดแล้ว ผิวมันหายย่นด้วย ก็เลยมาฉีดแก้รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา นี่ตั้งหลายปี กว่า อย.จะยอมให้ใช้ในแง่ของการฉีดเพื่อรักษาหน้าเหี่ยวหน้าย่นได้

 ย้อนกลับไปที่การวิจัยในหนู เขาก็เอาก้อนเซลล์มะเร็งปอดจากคนยัดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู และพบว่ากัญชาสามารถยับยั้งตรงนี้ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มันยับยั้งอย่างไร หนึ่ง ทำให้มะเร็งไม่ลาม สอง ทำให้มะเร็งไม่ยอมสร้างเส้นเลือดขึ้นมา ก็ชัดเจนแล้วครับแค่นี้ ยับยั้งได้ กัญชาน่ะ อันนี้อ้างอิงจาก National cancer institute สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าใช้ได้ผล

 • ฉะนั้น ต่อให้ทดลองในหนูหรือในอะไร ก็ใช้ได้ใช่ไหมครับ 

 หนูกับคนมันต่างกันตรงไหน ผมถามจริงๆ เถอะ เขาเอาเซลล์ของคนไปใส่ไว้ในหนู เรื่องมันอีกนิดเดียว อีกนิดเดียว (เน้นเสียง) จากหนูสู่คน แต่คุณก็ไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต “ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ ฉันจะรอซื้อจากบริษัทยาเท่านั้น” แล้วคนไข้ที่กำลังรอความตายล่ะ เป็นญาติคุณหรือเปล่า

 • เขาอาจจะต้องการความชัวร์ว่าต้องทดลองในคนจริงๆ ก่อน อีกกี่ปีล่ะครับ เราต้องเสียชีวิตคนไทยไปอีกเท่าไหร่ อย่างห้าปี ก็ห้าแสนคน สิบปีก็หนึ่งล้านคน เสียเงินไปเป็นล้านๆ บาทในค่ารักษา

เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เราใช้กัญชาที่ปลูกเองได้ที่บ้าน สกัดกันทุกบ้านเลย เงินหายไปล้านๆ บาท ใครเดือดร้อน บริษัทยาเดือดร้อนมั้ย หรือใครเดือดร้อนไม่รู้ ก็ดูกันเอง ... มันเป็นผลประโยชน์มหาศาล บางเว็บไซต์ก็มีข้อมูลบุคคลออกมาให้สัมภาษณ์จริงๆ จังๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษามะเร็งแล้วหาย

 • อันนี้เป็นคอมเมนต์จากคนทางบ้านครับ...หมอมะเร็งคงไม่โง่ถึงขนาดไม่เคยได้ยินการรักษาด้วยกัญชา ถ้ามันมีจริง 

 จริงๆ แล้วโง่หรือเปล่า? (หัวเราะ) คนเรียนหมอได้ ไม่มีใครโง่ แน่นอนครับ ผมไม่ใช้คำนั้นดีกว่า ผมพูดว่า ถ้าตื่นเช้ามา คุณเดินเข้าไปในที่ทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน คุณไม่สนใจโลกภายนอกเลย คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกใบนี้

แล้วข้อมูลเหล่านี้มันเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ คุณก็จะไม่ได้รับข้อมูลแบบนี้ ไม่มีภาษาไทยเลย แล้วผมจะบอกให้ฟังนะครับ ตอนเปิดตัวหนังสือเล่มที่ผมเขียน มีนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่ง เพิ่งเข้าแพทย์ศิริราช เดินมาขอลายเซ็นผมแล้วบอกว่า โอ อาจารย์นี่แน่มากเลย หนูเพิ่งกลับจากอเมริกา ที่อเมริกาเขาใช้กัญชารักษาโรคกันอุตลุดเลย

นี่นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งนะครับ ยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่าแพทย์หลายๆ คนด้วยซ้ำไป นั่นคือสมควรที่คุณจะต้องกลับไปอ่านหนังสือใหม่ เรียนภาษาได้แล้ว (หัวเราะ) นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งยังรู้ดีกว่าคนที่จบแพทย์มาแล้วเลย

ผมพูดตามตรงนะ หมอรุ่นเก่ามีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษมากเลย อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ฟัง พูด ไม่รู้เรื่อง รุ่นๆ ผมนี่แหละ คนที่เป็นอาจารย์แล้วนี่แหละ กว่าที่ผมจะฟังพูดอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ผมใช้เวลานานเลยนะ ไปอเมริกาหลายปีแล้วกลับมา ถึงได้ภาษาอังกฤษจริงๆ แต่ก่อนอายุสามสิบกว่าแล้วยังพูดกับฝรั่งไม่รู้เรื่องเลย จนผมต้องมาล้างสมองใหม่ เรียนใหม่หมดเลย

 • ถ้าฝรั่งมันเจ๋งขนาดนั้นจริง อเมริกาเขาคงรวยไปนานแล้ว ถ้ากัญชารักษาได้จริง

 เขากำลังรวยกันอยู่ครับตอนนี้ ยอดเก็บภาษีพุ่งขึ้นสูงเลย จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ตอนนี้เงินที่เก็บจากภาษีกัญชาในโคโลราโดเอง เยอะมาก (ดูจากลิงก์ข่าว http://www.thecannabist.co/2016/02/09/colorado-marijuana-sales-2015-reach-996-million/47886/) จะเห็นว่า ภาษีจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2558 ก็แสดงว่าเขาเก็บภาษีได้เพียบเลยครับ อันนี้เป็นกัญชาทางการแพทย์นะครับ เป็นกัญชาที่ถูกกฎหมาย มูลค่าเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ลองคูณ 35 บาทสิครับ คิดว่าเป็นเงินเท่าไหร่ นี่คือมูลค่าของมัน ภาษีจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2558

 • เขาให้ปลูกเสรีหรือเปล่าครับ 

 ไม่ใช่ครับ เขาต้องขอใบอนุญาตปลูกและเก็บภาษี ใครที่อยากจะปลูกก็ต้องไปยื่นเรื่องขอ เขามีข้อกำหนดของเขาอยู่ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้ปลูกเอง ยกเว้นบางประเทศที่ผู้ป่วยจะปลูกเองได้ เช่น แคนาดา อุรุกวัย นอกจากนั้นถ้าอยากจะปลูกคือแอบปลูก

 ซึ่งตอนนี้มันมีทั้งปลูกเพื่อการแพทย์ด้วย และเพื่อความบันเทิงด้วย แต่เขาก็มีมาตรการจำกัดการเข้าถึงของวัยรุ่นอยู่ ตอนแรกเขาก็กลัวว่าจะเละเหมือนกัน แต่พอหลังๆ เขาก็เห็นว่าวัยรุ่นก็ไม่ได้เสพเพิ่มขึ้นเลย มันก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ครับ ข้อมูลก็ออกมาชัดเจน

 • เขาบอกว่าตัวที่ใช้รักษาจริงๆ คือกัญชง ไม่ใช่กัญชา 
 ผิดครับ เข้าใจผิดแล้วครับ กัญชงกับกัญชามันเป็นญาติพี่น้องกัน พูดง่ายๆ ว่าจริงๆ แล้ว กัญชงก็คือกัญชารูปแบบหนึ่ง ทีนี้ ถ้าเกิดคุณจะรักษาใครสักคน แล้วบอกว่ามันคือกัญชง กับบอกว่ามันคือกัญชาพิเศษชนิดหนึ่ง คุณคิดว่าแรงต่อต้านอันไหนจะน้อยกว่า

 • กัญชง? (ยิ้ม)
 • มันเป็นแค่การเล่นแร่แปรคำ? จริงๆ น่ะ กัญชงก็คือกัญชา แต่เป็นกัญชาสายพันธุ์พิเศษที่มีสาร THC น้อย

สาร THC เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงนอน แต่ก็เป็นตัวยาฆ่ามะเร็งเหมือนกัน 

ใครที่ผมพูดด้วยและรู้ข้อมูลจริง เขาก็เห็นด้วยกับผมทั้งนั้นแหละ กัญชงก็คือกัญชานั่นแหละ

 • เห็นว่ากัญชามีหลายสายพันธุ์ แล้วสายพันธุ์ไหนที่รักษามะเร็งได้ 

 สายพันธุ์อินดิก้า แต่ประเด็นก็คือ ตอนนี้มันมีลูกผสมออกมาเป็นร้อยเป็นพันชนิดแล้ว ส่วนของไทยตอนนี้เท่าที่ฟังจากคนที่เขาสูบกัน ผมคิดว่าเป็นลูกผสม

 • แล้วมันจะใช้ได้ผลหรือครับ 

 ก็ไม่ทราบ แต่ถ้าไม่มี คนไข้ก็จำเป็นต้องใช้ สายพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าคุณมีอยู่ในมือแค่นี้ แล้วคุณกำลังจะตายจากมะเร็ง คุณไม่มีสิทธิ์เลือก

 • มันสำคัญอยู่ที่การสกัดหรือเปล่า 
 จริงๆ มันสำคัญทั้งเรื่องสายพันธุ์และการสกัดด้วย แต่ในเมื่อมันทำอะไรไม่ได้มาก เขาก็ย่อมเลือกเอาวิธีที่มันเป็นไปได้มากที่สุด มีอะไรอยู่ในมือก็ใช้เท่านั้น มีอะไรก็ใช้ก่อน ส่วนวิธีการสกัดก็เลือกเอาที่ตนเองทำได้ที่บ้าน จะใช้หม้อหุงข้าวหรือใช้เตารีดก็แล้วแต่ ผมอธิบายไว้ชัดเจนแล้วในหนังสือของผม

 • ถ้าใช้วิธีการสูบ จะรักษาได้ไหม 

 ได้ครับ แต่ได้ไม่เต็มที่

 • คุณหมอเคยกล่าวว่า ผมจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่ากัญชาไทยรักษามะเร็งได้ ตรงนี้จริงแท้อย่างไร 

 ผมคิดว่ากัญชาไทยสามารถใช้ได้ผลกับการรักษามะเร็ง แต่ตอนนี้เราต้องเปิดโอกาสก่อน คือถอดเอากัญชาออกจากบัญชียาเสพติดได้แล้ว ไม่ใช่ว่ายังคาไว้อยู่ แล้วบอกว่าไปทำวิจัย เพราะถ้าแบบนั้น ไม่มีใครมีเงินไปทำวิจัยหรอกครับ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะงานวิจัยมันต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายสิบปี กว่าจะวิจัยในหลอดทดลอง ในหนู หรือในคน

ผมบอกว่าผมไม่ทำหรอกครับ ผมไม่มีเงิน ใครอยากทำก็เชิญทำไปเลยครับ แต่ถ้าอยากจะพิสูจน์ เราก็ต้องทำแบบสมัยโบราณ คือพิจารณาจากประสบการณ์ คนโบราณเขามีหลอดทดลองมั้ย ไม่มี แม้แต่หนูทดลองยังไม่มีเลย เขาก็ดูว่า คนใช้ใช้แล้วไม่เกิดปัญหา ก็โอเค จดๆๆ ไว้

 แต่เดี๋ยวนี้เราโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือฝรั่งเขานำร่องไปก่อนแล้วว่ามันได้ผลในหลอดทดลองกับในหนู เราแค่มาใช้ในคน มันไม่ได้ยาก ลักษณะนี้เพียงแค่การเก็บข้อมูลก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำวิจัยเต็มรูปแบบ เพราะมันจะติดปัญหาเรื่อง...

หนึ่ง ไม่ทันการ
สอง ไม่รู้ว่าใครจะออกเงิน

บริษัทยาเหรอ ไม่มีทาง เพราะยังไม่ถึงเวลา เขาจะออกเงินทำไม เพราะมันไม่ใช่ยาของเขา เขาจะออกเงินมาทำวิจัยทำไม โปรดฟังอีกครั้ง ผมทราบมาว่า มีมหาวิทยาลัยบางแห่งในประเทศไทย ทำการวิจัยลับด้วยการรักษาคนไข้ด้วยกัญชา เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผลการรักษาออกมาดีมาก เมื่อถึงเวลาที่สมควร ก็จะรู้ข้อมูลชัดเจนมากกว่านี้ รอให้คนทำวิจัยเขาออกมาพูดเองดีกว่า