วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คุยให้เคลียร์.. “ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่ากัญชารักษามะเร็งได้”!! นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ตอนที่ 1 / มติชน ออนไลน์

สั่นสะเทือนหลายวงการ ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ “กัญชาคือยารักษามะเร็ง” โดย นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ทำเอาหลายคนมึนงงว่าความจริงคืออย่างไรกันแน่ ท่ามกลางกระแสทั้งบวกและลบ เราขอพบนายแพทย์คนดังอีกครั้ง เคลียร์กันจังๆ ไปเลยว่ากัญชารักษามะเร็งได้ จริงไหม แบบไม่มีกั๊ก!
สำหรับผู้ติดตามเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ คงได้ผ่านตาบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่ง เมื่อราวครึ่งเดือนก่อน ที่นำเสียงสะท้อนกลับมากระทบอย่างหลากหลาย นำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเอาจังเอาจัง (อ่านบทสัมภาษณ์ย้อนหลัง “คนไทยเลิกตายจากโรคมะเร็งได้แล้ว” เพราะ..กัญชารักษามะเร็งได้!! “นพ.สมยศ กิตติมั่นคง” )

    ทุกคนย่อมรู้อยู่ล่ะว่ากัญชานั้นถูกกำหนดตามกฎหมายให้เป็นยาเสพติด แต่ทันทีที่มีใครสักคนเดินมาบอกว่ามันสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ ย่อมเกิดความคลางแคลงสงสัยเป็นธรรมดา เฉกเช่นคอมเมนต์ความคิดเห็นและข้อมูลที่นำมายันกันอย่างที่เป็นข่าวหนาตาหนาหูอยู่ในช่วงนี้

ขณะที่นายแพทย์ผู้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มดังกล่าวก็แทบไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะนอกจากสื่อแทบทุกสื่อจะขอดึงตัวไปสนทนา ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่กริ๊งกร๊างเข้าไปยังสำนักงานของนายแพทย์คนดังกล่าว ชนิดที่พูดได้ว่าสายโทรศัพท์แทบไหม้ ขณะที่ “สายเขียว” กระพือปีก ใจเต้นระริก ราวกับกระดี่แว่วยินเสียงฝน

  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด  แต่อีกฟากของถนนก็มีเสียงตะโกนมาดังๆ ว่าเป็นไปได้ยาก กัญชารักษามะเร็ง มีที่ไหน? เพราะเหตุนี้ เมื่อมีความคลางแคลงสงสัย ย่อมเรียกร้องการไขคำตอบ และนี่ก็คือบทสนทนาอีกครั้งหนึ่ง แบบจัดเต็ม พร้อมกับคำถามจากทางบ้าน ...

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง กับสิ่งมหัศจรรย์ที่เชื่อว่าฤทธิ์ของกัญชาสามารถกระทำได้ แต่ถึงอย่างไร การคุยให้เคลียร์ๆ กันไปเลยกับนายแพทย์สมยศผู้เป็นต้นทาง อาจจะทำให้เรามองเห็นความกระจ่าง ด้วยทางของเราเอง ...


  •  สืบเนื่องมาจากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อน กระแสตอบรับแรงมาก ทั้งบวกและลบ คุณหมออ่านปรากฏการณ์ตรงนี้อย่างไร 
 ผมคิดว่ากัญชามันอยู่คู่สังคมไทยมานานมาก คนไทยที่คุ้นเคยกับกัญชาเป็นสองกลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกยังเชื่อว่ากัญชาเป็นสิ่งเสพติด เพราะรับข้อมูลด้านเดียวมาโดยตลอดหลายสิบปี แต่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่ย่าตายาย เขาจะมองกัญชาอีกรูปแบบหนึ่ง 

เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนออกมาให้ข้อมูลซึ่งขัดกับความรู้ความเชื่อของตนเอง หรือเป็นข้อมูลแบบใหม่ มันก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งในความคิดระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ทำให้เขาต้องเข้ามาดูข้อมูลว่ามีอะไรใหม่ที่เขาจะนำไปคิดพิจารณาดูว่า ข้อมูลเก่าที่เขาเคยรับรู้มา กับข้อมูลใหม่นี่ มันมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


  •  เพราะกระแสนั้น ทำให้สื่อทุกสื่อต่างให้ความสนใจและขอสัมภาษณ์ คุณหมอเบื่อไหมที่ต้องคุยเรื่องเดิมๆ 
ผมคิดว่าตอนนี้คนไทยสนใจเรื่องนี้มาก และถามมามาก เพราะต้องการคำยืนยัน ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะว่า เราต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เพราะฉะนั้น ผมไม่รู้สึกเบื่อเลย ผมรู้สึกสนุก ยินดีด้วยซ้ำไปที่มีคนสนใจ แสดงว่าเรื่องนี้มันมีผลกระทบต่อเขาจริงๆ แสดงว่าเรื่องนี้มันสามารถช่วยชีวิตเขา ถ้าเขาไม่เห็นว่ามันจะช่วยเขาได้ เขาคงไม่มาสนใจเรื่องพวกนี้หรอกครับ

  • เขาบอกว่า คุณหมอหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพียงเพราะว่าอยากจะขายหนังสือ หรือกระทั่งขายยาที่คุณหมอคิดขึ้น อย่างพวกเห็ดถั่งเช่าทิเบต ตรงนี้จะแก้ว่าอย่างไรครับ 
 หนังสือ ผมขายลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ไปแล้ว ผมได้ค่าลิขสิทธิ์เล่มละ 10 กว่าบาท แถมต้องมานั่งคอยรับโทรศัพท์ตอบปัญหา ให้คนที่ซื้อหนังสือไปโทร.มาปรึกษายันเที่ยงคืน เงินแค่นี้คุ้มมั้ยล่ะครับ 

 ส่วนพวกเห็ดหลินจือ เห็ดถั่งเช่า มีขายเกลื่อนกลาดหลายร้อยเจ้าในประเทศไทย ทั้งบริษัทขายตรง หรือไม่ขายตรง ถ้าลองไปดูข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศ จะมีบอกเลยว่า มันช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดหรือการฉายแสงได้ 

มีแต่พวกหมอเท่านั้นแหละที่ไม่รู้ว่าคนไข้เขาไม่เชื่อคำพูดของพวกคุณหรอกว่าไม่ควรกิน ในเมื่อญาติพี่น้องของเขาซื้อมาจากเมืองจีน คนไข้เขาลองกินแล้วได้ผล ทำไมเขาจะไม่กิน 

 การที่ผมใส่ข้อมูลพวกนี้ลงไปในหนังสือ มันไปกระทบความเชื่อของหมอบางคน ที่ต่อต้านเรื่องพวกอาหารเสริมจากเห็ดอยู่แล้ว และข้อมูลที่ใส่ไว้ในหนังสือ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนในเรื่องของข้อมูลทางเลือกในการรักษามะเร็ง 

เพราะถึงแม้คนไข้จะไม่ได้อ่านหนังสือผม เขาก็ซื้อเห็ดพวกนี้จากเมืองจีนหรือบริษัทขายตรงมากินอยู่แล้ว เพื่อลดผลข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด หรือการฉายแสง แต่เขาไม่บอกหมอที่รักษาเขา เพราะถ้าหมอพูดเป็นแค่ว่า กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ห้ามกินอาหารเสริม ห้ามกินสมุนไพร ถ้าพูดได้แค่นี้ เขาเชื่อญาติพี่น้องเขามากกว่าเชื่อหมออยู่แล้ว 

 เห็ดถั่งเช่าทิเบต ผมทำวิจัยเพาะปลูกสำเร็จเป็นคนแรกของประเทศไทย ผมมีชื่อเสียงคนไทยรู้จักผมจากเรื่องการวิจัยถั่งเช่าทิเบต มาตั้งนานเป็นสิบปีแล้ว แทบจะทุกเว็บไซต์ที่ขายถั่งเช่าในประเทศไทย เอาวิดีโอ เอาคำสัมภาษณ์ผมไปลงบนหน้าเว็บ ผมมีชื่อเสียงมาตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาใช้กัญชาเพื่อปลุกกระแสหรอกครับ มีแต่คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ ดูอินเทอร์เน็ต ถึงไม่รู้จักผม 

  •  ปัญหาใหญ่อีกข้อก็คือ เขาว่าคุณหมอไม่ได้มีความรู้ด้านการรักษาโรคมะเร็ง มาพูดเรื่องนี้ทำไม จะเชื่อถือได้แค่ไหน 
 ผมไม่ได้อบรมตามหลักสูตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งโดยตรง ผมถึงใช้ประสบการณ์ของผมในการรักษาคนไข้มะเร็ง ในการเขียนหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ โดยใช้ชื่อว่า “รักษามะเร็งนอกตำรา” ส่วนเล่มล่าสุด “กัญชาคือ ยารักษามะเร็ง” 

 ขอบอกว่า หนังสือที่ผมเขียนหลายเล่ม ในแนวของการแพทย์ทางเลือก เช่น ล้างพิษตับขับนิ่วด้วยตนเอง ลดความอ้วนด้วยขาหมู ก็ติดอันดับหนังสือขายดี ได้รับการตีพิมพ์หลายต่อหลายครั้ง สำหรับหนังสือ “กัญชา คือยารักษามะเร็ง” ได้รับคำชมจากแพทย์ที่สนใจเรื่องการรักษามะเร็ง และรักษาตัวเองให้หายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้กัญชาจากประเทศลาวว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการรักษามะเร็งเล่มที่ดีที่สุด ครบถ้วนที่สุด เท่าที่เคยได้อ่านมา 

ได้ยินแค่นี้ ผมก็พอใจแล้ว แพทย์หลายๆ ท่านที่ทำเรื่องการแพทย์ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปอบรมหลักสูตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แต่ท่านอาจารย์เหล่านั้น ก็ให้การรักษาได้อย่างดีด้วยซ้ำไป การรักษาโรค คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดูแลรักษาตัวเองได้ ทำไมจะต้องเอาชีวิตของเราไปผูกไว้กับเอวของใคร คนที่เขาไม่ได้เรียนจบแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น หมอยาพื้นบ้าน หมอแผนไทย หมอแผนโบราณ ทำไมเขาช่วยชีวิตคนได้ การศึกษาต่อเนื่อง เราสามารถทำได้เองอยู่แล้วครับ ทุกคนสามารถทำได้ การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น 

ถึงผมไม่ได้เรียนทางด้านรักษามะเร็งโดยตรง ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ คนที่ไม่ได้จบแพทย์ เขายังรักษามะเร็งได้ดี ทำไมเราจะทำไม่ได้ คนไข้มะเร็งในต่างประเทศ สามารถทำยารักษามะเร็งได้ด้วยตัวเอง แล้วคนไทยที่สนใจหาความรู้ใส่ตัวหน่อย ทำไมจะทำไม่ได้ เช่นกัน

  •  ขณะที่คุณหมอบอกว่ากัญชารักษามะเร็งได้ แต่ในท่ามกลางกระแสสังคมนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า ยังไม่มีงานวิจัยในคนที่จะยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ตรงนี้คุณหมอจะว่าอย่างไรครับ 
 ตอนนี้ ถ้าในวารสารต่างประเทศที่เขาตีพิมพ์กันบ่อยๆ หรือที่เขาคิดว่าเป็นมาตรฐานทางงานวิชาการ มันยังไม่มีงานไปถึงตรงนั้น ก็จริงอยู่ เพราะส่วนหนึ่งมันเกี่ยวกับตัวกฎหมายที่เพิ่งเปิดช่องให้ทำวิจัย ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยในคนก็เลยอาจจะออกมาช้านิดหนึ่ง อันนี้ประเด็นแรกนะครับ 

ส่วนประเด็นที่สอง ปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นก็คือว่า มันมีคนไปจดสิทธิบัตรไว้แล้ว เพราะฉะนั้น การที่บริษัทยาไปจดสิทธิบัตรไว้แล้ว คนที่จะลงทุนทำวิจัยก็ต้องรอบริษัทยาเป็นคนลงทุน พูดง่ายๆ ว่าเขาเป็นคนคุมเกมอยู่ เขาต้องดูว่าผลประโยชน์นี้จะเข้าส่วนไหนของเขา 

 เพราะฉะนั้น ตัวบริษัทยาเองก็เริ่มทำงานวิจัย อย่างบริษัทยาในอังกฤษ ที่เขาทำออกมาก่อน จะเป็นยารักษาโรคปลอกประสาทอักเสบ หรือ Multiple sclerosis อันนี้มีการวิจัยในคนแล้ว และได้ผลดีด้วย ดังนั้น การวิจัยในคนเพื่อรักษามะเร็ง เดี๋ยวก็คงตามมาครับ 

เพราะต้องบอกว่า ตัวสารสกัดจากกัญชา มันรักษาได้หลายโรคมาก บริษัทจะทำพร้อมๆ กัน มันก็เป็นการลงทุนที่เยอะมาก เพราะฉะนั้น เขาจึงทยอยทำ อะไรที่คิดว่าขายได้ก่อน ได้เงินมาเร็วกว่า ต้นทุนต่ำกว่า บริษัทยาคงต้องตัดสินใจทำอันนั้นก่อน แต่จริงๆ แล้ว เขาจดสิทธิบัตรครอบคลุมไว้หมดแล้ว


  • ถามอีกครั้งครับ ไม่มีการวิจัยในคน แล้วเราจะเอามาใช้กับคนได้อย่างไรครับ 


 คือต้องเล่าอย่างนี้ก่อนครับว่า บางคนเขากลัวว่าพอวิจัยในสัตว์ทดลอง หรือวิจัยในหนูแล้ว จะเอามาใช้ในคนจริงๆ ไม่ได้ผล แต่มันต่างกันกับตัวกัญชา เพราะว่าตัวกัญชา มันมีผลการใช้คู่ขนานเป็นยาในคนมาด้วยนานแล้ว กัญชาเป็นยารักษาโรคมาเป็นพันปีแล้ว ประวัติศาสตร์จีนบันทึกการใช้ยามายาวนานมาก

 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://antiquecannabisbook.com/chap2B/China/China.htm )
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรคอย่างถูกกฎหมายมาตั้งนานแล้ว ประเทศไทยเองก็มีการใช้ยาแผนโบราณที่มีส่วนประกอบของกัญชาเกินกว่า 50 ตำรับ ดังนั้น กัญชาไม่ใช่ยาใหม่ แต่เป็นยาสมุนไพรที่มีคนใช้มาเป็นพันปีแล้ว

 พอมีคนค้นพบว่า กัญชามีผลในการฆ่าเซลล์มะเร็งเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ในปี ค.ศ. 1974 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cureyourowncancer.org/1974-study-showing-cannabis-kills-cancer-cells-antineoplastic-activity-of-cannabinoids.html ) ก็มีการพยายามปกปิดข้อมูลอันนี้ไว้ อันนี้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ทำให้เรารู้ว่า กัญชาคือยารักษามะเร็ง แต่ก็มีปัญหาในแง่กฎหมายที่ทำให้กัญชาเข้าไปอยู่ในรายการยาเสพติด ทำให้ไม่มีงานวิจัยต่อเนื่องในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไปมีงานวิจัยอย่างต่อเนื่องในประเทศอื่น เช่น ประเทศอิสราเอล เป็นต้น ต่อมา มีการจดสิทธิบัตรโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า กัญชาใช้รักษาโรคได้ ในปี ค.ศ. 2003 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.google.com/patents/US6630507) อีก 10 ปีต่อมา ในปี 2013 บริษัทยาในญี่ปุ่นและอังกฤษก็ได้สิทธิบัตร สารสกัดจากกัญชาใช้เป็นยารักษามะเร็งได้ (อ่านข้อมูลที่ http://www.google.com/patents/US20130059018)

นอกจากข้อมูลเหล่านี้ ยังมีข้อมูลงานวิจัยอีกนับเป็นร้อยชิ้น และออกตามมาเรื่อยๆ ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองว่า กัญชาใช้รักษามะเร็งได้หลากหลายชนิดมาก ก็มีคนที่รองานวิจัยในคนไม่ไหว เพราะงานวิจัยพัฒนายาในคน ยาตัวหนึ่งต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้าน ใช้เวลาเป็นสิบปี คนที่เป็นมะเร็งเขารอไม่ได้ คนกำลังจะตายในอีกไม่กี่เดือนแล้ว

เขาต้องตัดสินใจเอาชีวิตรอด  ยังไงครับ คือมีคนเอามาใช้จริงๆ เลย เพราะเขาไม่มีทางเลือกในการรักษาแล้ว ขอยอมตายล่ะ จะใช้กัญชานี่แหละรักษามะเร็ง แล้วปรากฏว่าหาย มันก็กลายเป็นเรื่องที่เขาเอามานำเสนอผ่าน ยูทูป ผ่านเว็บไซต์อะไรต่างๆ เช่น http://phoenixtears.ca/ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ยอมเชื่อเรื่องเหล่านี้

แต่ผมบอกเลยนะครับว่า พื้นฐานของวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้ว ได้มาจากการสังเกต ถ้ามีคนพูดเยอะๆๆ เราก็ต้องหาข้อมูลมาดูและเช็กว่าเป็นยังไง แล้วบางเว็บไซต์ก็มีข้อมูลบุคคลออกมาให้สัมภาษณ์จริงๆ จังๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษามะเร็งแล้วหาย
 

อย่างตัวนี้  ก็บ่งบอกได้อย่างหนึ่ง ถึงแม้จะบอกว่าไม่ได้มีงานวิจัยในคน มันก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้ผลนี่ครับ เพราะขนาดในหลอดทดลองมันยังได้ผล ขนาดในหนูมันยังได้ผล แล้วมีคนเอาไปใช้แล้วบอกว่าได้ผล ถ้าเราต้องรองานวิจัยในคน คนเขารอไม่ไหว จะตายก่อน

 อีกประการหนึ่ง คนมักจะเข้าใจว่า เราเอายาไปทดลองใช้ในหนูทดลอง แล้วเราจะเอาผลวิจัยนั้นมาใช้ในคนไม่ได้ อันนี้ไม่จริงครับ เดี๋ยวนี้เขามีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ที่เรียกว่า อวตาร ซึ่งมีงานวิจัยออกมาแล้ว ดูจากลิงก์นี้ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4347595/ เขาอธิบายหลักการไว้อย่างง่ายๆ

สมมติว่าเรามียารักษามะเร็งอยู่สิบชนิด แต่ไม่รู้ว่ายารักษามะเร็งตัวไหนเหมาะกับมะเร็งในตัวคนไข้ เราก็จะไปจ้างบริษัททำแล็บ ให้เลี้ยงหนูไว้สิบตัว และหนูสิบตัวนี้เป็นเหมือนอวตารของคน แล้วเราเอาเชื้อมะเร็งจากคนไข้มะเร็งจริงๆ ฉีดเข้าไปในตัวหนู ให้มันโตในตัวหนู แล้วก็ทดสอบว่ายาตัวไหนฆ่าเซลล์มะเร็งของคนที่ฝังไว้ในตัวหนูได้ผล

โดยเอายาตัวที่หนึ่ง ใช้กับหนูตัวที่หนึ่ง ยาตัวที่สองใช้กับหนูตัวที่สอง....แล้วก็ดูว่าหนูสิบตัวนี้ ตัวไหนรอดตายบ้างจากโรคมะเร็ง แล้วเราก็เอายาตัวนั้นมาใช้กับคน ตอนนี้เมืองนอกเขาทำกันแบบนี้ เป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ เพราะเขาไม่อยากให้คนไข้เป็นหนูทดลองยารักษามะเร็งซะเอง

ดังนั้น จะมาบอกว่าใช้ทดลองกับหนูแล้ว จะใช้กับคนไม่ได้ ไม่จริงครับ ตอนนี้วิธีการรักษามะเร็ง มันกลับทางกันแล้ว ไม่ได้ใช้แบบเดิมแล้ว แบบเดิมทำไมบอกว่าไม่เหมาะ เพราะมันเหมือนว่าคุณเอายาเคมีบำบัดมาทดลองกับคนไข้แต่ละคน

ถึงจะเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน แต่มันก็มีความแปรปรวนของมันอยู่ครับ ยาเคมีบำบัด มันเป็นยาพิษแบบหนึ่ง เอาเข้าไปในร่างกาย มันมีผลเสียต่อร่างกายนะครับ ไม่ใช่วิตามินที่กินบำรุงร่างกาย แต่ยาเคมีบำบัด ทำให้คนไข้บางรายเสียชีวิตได้

 เซลล์มะเร็งมันแปรปรวนเยอะ มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน มะเร็งชนิดเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าคุณใช้ยาตัวเดียวกันจะรักษาหายนะครับ หมอในต่างประเทศที่รักษามะเร็ง เขาต้องเริ่มยาเคมีบำบัดบางตัวก่อน ถ้าไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อยๆ ถ้าโชคดี ก็อาจจะได้ผลบ้าง

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เราจะไม่งงว่าทำไมคนบางคนรักษาหาย แต่อีกคนทำไมรักษาไม่หาย เพราะมันมีความแปรปรวนในระดับยีนของเซลล์มะเร็งอยู่


  • ก็ยังสงสัยอยู่ดีครับว่า ไม่มีการวิจัยในคนแล้วจะเอามาใช้ในคนได้อย่างไร 

 อย่างนั้นแสดงว่าไม่เข้าใจ ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างงานชิ้นนี้เพิ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2014 นี่เอง เขาบอกว่า One mouse, one patient paradigm: New avatars of personalized cancer therapy  คำว่า personalized cancer therapy เป็นแนวคิดใหม่ในการรักษาโรคมะเร็ง ที่เมืองไทย ยังไม่คิดว่าจะมีคนเอามาใช้ เป็นวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เหมาะสำหรับเศรษฐี 

วิธีนี้ เหมือนกับการให้ยารักษาโรค ทำไมคนไข้กินยาตัวนี้แล้วถึงแพ้ บางคนทำไมไม่แพ้ สมัยใหม่ เขาจะให้ยาที่เหมาะสมกับตัวคนไข้เลย เขาจะตรวจลงไปในระดับยีนเลยครับ ก่อนจะให้ยาคน เพื่อจะตรวจดูว่าเขาเหมาะกับยาตัวนั้นตัวนี้หรือเปล่า คุณจะบอกว่ายาตัวเดียวใช้ได้กับทุกคน ไม่ใช่ครับ อันนั้นมันสมัยโบราณครับ ก็เหมือนกับการใช้หนูมาเป็นอวตารนี่แหละ
 • ใช้หนูเป็นอวตาร? 
 คือแค่ใช้กับหนูทดลอง ก็ถือว่าโอเคแล้ว เพราะกัญชามันปลอดภัยกว่าเคมีบำบัดเยอะ มันไม่ทำลายเซลล์ปกติ มันออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งเท่านั้น เพราะฉะนั้น ต่อไปคุณจะทำวิจัยในคนเพื่ออะไร ก็แค่เพื่อดูว่าตอบสนองดีไหม ดูว่าเป็นพิษไหม มันมีงานวิจัยอื่นๆ บอกได้นี่ครับ มันไม่จำเป็นต้องรอจากงานวิจัยตัวนี้ตัวเดียว

 เขาเรียกว่ามันเป็นความฉุกเฉินเร่งด่วนที่เราต้องรีบเอายามาใช้กับคนไข้มะเร็ง เรารอไม่ได้ครับ และเราต้องข้ามขั้นตอนนั้นมา ถ้าคนไข้เราจะอยู่ได้อีกเป็นสิบปีแล้วค่อยตาย อันนั้นค่อยว่าไปอย่าง แต่นี่โรคมะเร็ง มันจะตายในไม่กี่เดือนนี้แล้ว เราต้องรีบช่วยชีวิตคน

 ผมจะให้ดูงานวิจัยจริงๆ เลยนะครับ กับเว็บไซต์ในอเมริกา National institute of Health ที่เป็นเว็บไซต์รัฐบาลของอเมริกา ดูจากลิงก์นี้ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24157811 เขามีวิธีการรักษามะเร็งแบบใหม่ คือปกติ การใช้เคมีบำบัด มันเหมือนกับการเหวี่ยงแห แต่ละคนที่ได้รับการบำบัด รับประกันไม่ได้เลยครับว่ามะเร็งจะหายหรือเปล่า

เราอาจจะฟังแล้วงงๆ แต่ถ้าเราเป็นคนไข้มะเร็งแล้วเราไปหาหมอ หมอจะบอกว่าเดี๋ยวหมอขอลองยาตัวนี้ดูนะ ถ้ายาตัวนี้ไม่หาย อาจจะต้องเปลี่ยนยาไปเป็นตัวนั้นตัวโน้น อ้าว ถ้ามันหายก็ต้องหายหมดทุกคนสิครับ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นเศรษฐี มีเงินมาก เขาบอกว่าเขาไม่อยากเป็นหนูลองยาแบบนี้หรอก

 สรุปก็คือ เขาใช้หลักการของอวตารนี่แหละ ในการเอายาไปทดลองกับหนูเพื่อดูว่ายานั้นเวิร์กหรือเปล่า แล้วค่อยนำยานั้นมาใช้กับคน เพราะฉะนั้น คุณจะบอกว่านั่นแค่ใช้ในหนู มันไม่ได้ใช้กับคนจริงๆ แล้วคุณไปเชื่อมันได้ไง เพราะตอนนี้มันกลับกันแล้วครับ ข้อมูลคนละเรื่องแล้วนะ อันนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่


  •  เดี๋ยวกลับไปที่เว็บไซต์ National institute of Health ซึ่งเป็นเว็บไซต์รัฐบาลของอเมริกา เขาว่าไว้อย่างไรครับ


 National cancer institute ที่ cancer.gov/ คำว่า gov ก็คือ Government หรือรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวบรวมงานวิจัยต่างๆ มาว่ามันได้ผลจริงหรือเปล่า ตัวนี้แหละที่คนเขาชอบอ้างกันว่ายังไม่เห็นมีงานออกมาผ่านตัวนี้เลยว่าได้ผล ได้ผลแค่ในหลอดทดลองกับในหนู พวกที่พูดแบบนั้นก็อ้างจากตรงนี้แหละ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้คนลอยน้ำตุ๊มต่อม ตุ๊มต่อม เห็นขอนไม้ลอยมา ก็คว้าไว้ก่อนสิ

 เอาล่ะ ในเว็บไซต์นี้เขาบอกว่ากัญชานี่ใช้มาเป็นพันๆ ปีแล้ว และเขาบอกว่า การวิจัยนี้ใช้เวลาสองปีกับการวิจัยในหนูและพบว่า ขนาดของกัญชาที่ให้ในหนู มีผลต่อการลดมะเร็งตับในหนู และลดการเกิดมะเร็งชนิดที่ไม่รุนแรง เช่น ในต่อมเต้านม มดลูก ต่อมใต้สมอง อัณฑะ ตับอ่อน

แล้วก็มีการศึกษาอยู่อันหนึ่ง พบว่า ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดในหลอดทดลองหรือในสิ่งมีชีวิตจริงๆ ซึ่งอาจจะเป็นหนูก็ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบอ้างว่ามันจะใช้ได้ยังไง มันใช้แค่ในหนู ไม่ใช่คน อ้าว มันก็เป็นอย่างงี้แหละ มันต้องเริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้นแหละ ก่อนที่มันจะไปตรงโน้นหรือสู่คนได้ แล้วถ้าเกิดตรงนี้ไม่ได้ผล ก็ไม่ต้องพูดถึงตรงโน้นแล้ว คือมีคนเอามาใช้จริงๆ เลย เพราะเขาไม่มีทางเลือกในการรักษาแล้ว ขอยอมตายล่ะ จะใช้กัญชานี่แหละรักษามะเร็ง แล้วปรากฏว่าหาย มันก็กลายเป็นเรื่องที่เขาเอามานำเสนอผ่านยูทิวบ์ ผ่านเว็บไซต์อะไรต่างๆ

 ประเด็นคือ ถ้าตรงนี้ได้ผลในหนูแล้ว มันก็เหมือนขอนไม้ลอยมา ตุ๊บป่องๆ เราก็จับได้แล้ว จริงไหมครับ ตอนนี้ คนที่เป็นมะเร็ง เขาอาจจะตายในไม่กี่เดือนข้างหน้า เขาจะไม่คว้าขอนไม้อันนี้ไว้เหรอ แล้วขอนไม้นี่ มันลอยได้ด้วยนะ เพราะมันมีงานวิจัยรองรับ อย่ามาติดว่า ไม่มีงานวิจัยในคน ซึ่งไม่เป็นความจริง

คุณรู้มั้ยว่า โบท็อกซ์ที่ฉีดรักษาหน้าเหี่ยวหน้าย่นนี่ แรกๆ นั้นเขาใช้ฉีดรักษาพวกโรคตาเขเฉยๆ ไปฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อมันหยุดทำงานไปข้างหนึ่งเพื่อให้กลับมามองเห็นตรงๆ แล้วไปๆ มาๆ คนก็พบว่า เอ๊ย ทำไมฉีดแล้ว ผิวมันหายย่นด้วย ก็เลยมาฉีดแก้รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา นี่ตั้งหลายปี กว่า อย.จะยอมให้ใช้ในแง่ของการฉีดเพื่อรักษาหน้าเหี่ยวหน้าย่นได้

 ย้อนกลับไปที่การวิจัยในหนู เขาก็เอาก้อนเซลล์มะเร็งปอดจากคนยัดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู และพบว่ากัญชาสามารถยับยั้งตรงนี้ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มันยับยั้งอย่างไร หนึ่ง ทำให้มะเร็งไม่ลาม สอง ทำให้มะเร็งไม่ยอมสร้างเส้นเลือดขึ้นมา ก็ชัดเจนแล้วครับแค่นี้ ยับยั้งได้ กัญชาน่ะ อันนี้อ้างอิงจาก National cancer institute สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าใช้ได้ผล

 • ฉะนั้น ต่อให้ทดลองในหนูหรือในอะไร ก็ใช้ได้ใช่ไหมครับ 

 หนูกับคนมันต่างกันตรงไหน ผมถามจริงๆ เถอะ เขาเอาเซลล์ของคนไปใส่ไว้ในหนู เรื่องมันอีกนิดเดียว อีกนิดเดียว (เน้นเสียง) จากหนูสู่คน แต่คุณก็ไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต “ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ ฉันจะรอซื้อจากบริษัทยาเท่านั้น” แล้วคนไข้ที่กำลังรอความตายล่ะ เป็นญาติคุณหรือเปล่า

 • เขาอาจจะต้องการความชัวร์ว่าต้องทดลองในคนจริงๆ ก่อน อีกกี่ปีล่ะครับ เราต้องเสียชีวิตคนไทยไปอีกเท่าไหร่ อย่างห้าปี ก็ห้าแสนคน สิบปีก็หนึ่งล้านคน เสียเงินไปเป็นล้านๆ บาทในค่ารักษา

เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เราใช้กัญชาที่ปลูกเองได้ที่บ้าน สกัดกันทุกบ้านเลย เงินหายไปล้านๆ บาท ใครเดือดร้อน บริษัทยาเดือดร้อนมั้ย หรือใครเดือดร้อนไม่รู้ ก็ดูกันเอง ... มันเป็นผลประโยชน์มหาศาล บางเว็บไซต์ก็มีข้อมูลบุคคลออกมาให้สัมภาษณ์จริงๆ จังๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษามะเร็งแล้วหาย

 • อันนี้เป็นคอมเมนต์จากคนทางบ้านครับ...หมอมะเร็งคงไม่โง่ถึงขนาดไม่เคยได้ยินการรักษาด้วยกัญชา ถ้ามันมีจริง 

 จริงๆ แล้วโง่หรือเปล่า? (หัวเราะ) คนเรียนหมอได้ ไม่มีใครโง่ แน่นอนครับ ผมไม่ใช้คำนั้นดีกว่า ผมพูดว่า ถ้าตื่นเช้ามา คุณเดินเข้าไปในที่ทำงาน ตกเย็นก็กลับบ้าน คุณไม่สนใจโลกภายนอกเลย คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกใบนี้

แล้วข้อมูลเหล่านี้มันเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ คุณก็จะไม่ได้รับข้อมูลแบบนี้ ไม่มีภาษาไทยเลย แล้วผมจะบอกให้ฟังนะครับ ตอนเปิดตัวหนังสือเล่มที่ผมเขียน มีนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่ง เพิ่งเข้าแพทย์ศิริราช เดินมาขอลายเซ็นผมแล้วบอกว่า โอ อาจารย์นี่แน่มากเลย หนูเพิ่งกลับจากอเมริกา ที่อเมริกาเขาใช้กัญชารักษาโรคกันอุตลุดเลย

นี่นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งนะครับ ยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่าแพทย์หลายๆ คนด้วยซ้ำไป นั่นคือสมควรที่คุณจะต้องกลับไปอ่านหนังสือใหม่ เรียนภาษาได้แล้ว (หัวเราะ) นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งยังรู้ดีกว่าคนที่จบแพทย์มาแล้วเลย

ผมพูดตามตรงนะ หมอรุ่นเก่ามีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษมากเลย อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ฟัง พูด ไม่รู้เรื่อง รุ่นๆ ผมนี่แหละ คนที่เป็นอาจารย์แล้วนี่แหละ กว่าที่ผมจะฟังพูดอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ผมใช้เวลานานเลยนะ ไปอเมริกาหลายปีแล้วกลับมา ถึงได้ภาษาอังกฤษจริงๆ แต่ก่อนอายุสามสิบกว่าแล้วยังพูดกับฝรั่งไม่รู้เรื่องเลย จนผมต้องมาล้างสมองใหม่ เรียนใหม่หมดเลย

 • ถ้าฝรั่งมันเจ๋งขนาดนั้นจริง อเมริกาเขาคงรวยไปนานแล้ว ถ้ากัญชารักษาได้จริง

 เขากำลังรวยกันอยู่ครับตอนนี้ ยอดเก็บภาษีพุ่งขึ้นสูงเลย จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ตอนนี้เงินที่เก็บจากภาษีกัญชาในโคโลราโดเอง เยอะมาก (ดูจากลิงก์ข่าว http://www.thecannabist.co/2016/02/09/colorado-marijuana-sales-2015-reach-996-million/47886/) จะเห็นว่า ภาษีจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2558 ก็แสดงว่าเขาเก็บภาษีได้เพียบเลยครับ อันนี้เป็นกัญชาทางการแพทย์นะครับ เป็นกัญชาที่ถูกกฎหมาย มูลค่าเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ลองคูณ 35 บาทสิครับ คิดว่าเป็นเงินเท่าไหร่ นี่คือมูลค่าของมัน ภาษีจากกัญชาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2558

 • เขาให้ปลูกเสรีหรือเปล่าครับ 

 ไม่ใช่ครับ เขาต้องขอใบอนุญาตปลูกและเก็บภาษี ใครที่อยากจะปลูกก็ต้องไปยื่นเรื่องขอ เขามีข้อกำหนดของเขาอยู่ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ได้ปลูกเอง ยกเว้นบางประเทศที่ผู้ป่วยจะปลูกเองได้ เช่น แคนาดา อุรุกวัย นอกจากนั้นถ้าอยากจะปลูกคือแอบปลูก

 ซึ่งตอนนี้มันมีทั้งปลูกเพื่อการแพทย์ด้วย และเพื่อความบันเทิงด้วย แต่เขาก็มีมาตรการจำกัดการเข้าถึงของวัยรุ่นอยู่ ตอนแรกเขาก็กลัวว่าจะเละเหมือนกัน แต่พอหลังๆ เขาก็เห็นว่าวัยรุ่นก็ไม่ได้เสพเพิ่มขึ้นเลย มันก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ครับ ข้อมูลก็ออกมาชัดเจน

 • เขาบอกว่าตัวที่ใช้รักษาจริงๆ คือกัญชง ไม่ใช่กัญชา 
 ผิดครับ เข้าใจผิดแล้วครับ กัญชงกับกัญชามันเป็นญาติพี่น้องกัน พูดง่ายๆ ว่าจริงๆ แล้ว กัญชงก็คือกัญชารูปแบบหนึ่ง ทีนี้ ถ้าเกิดคุณจะรักษาใครสักคน แล้วบอกว่ามันคือกัญชง กับบอกว่ามันคือกัญชาพิเศษชนิดหนึ่ง คุณคิดว่าแรงต่อต้านอันไหนจะน้อยกว่า

 • กัญชง? (ยิ้ม)
 • มันเป็นแค่การเล่นแร่แปรคำ? จริงๆ น่ะ กัญชงก็คือกัญชา แต่เป็นกัญชาสายพันธุ์พิเศษที่มีสาร THC น้อย

สาร THC เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ทำให้ง่วงนอน แต่ก็เป็นตัวยาฆ่ามะเร็งเหมือนกัน 

ใครที่ผมพูดด้วยและรู้ข้อมูลจริง เขาก็เห็นด้วยกับผมทั้งนั้นแหละ กัญชงก็คือกัญชานั่นแหละ

 • เห็นว่ากัญชามีหลายสายพันธุ์ แล้วสายพันธุ์ไหนที่รักษามะเร็งได้ 

 สายพันธุ์อินดิก้า แต่ประเด็นก็คือ ตอนนี้มันมีลูกผสมออกมาเป็นร้อยเป็นพันชนิดแล้ว ส่วนของไทยตอนนี้เท่าที่ฟังจากคนที่เขาสูบกัน ผมคิดว่าเป็นลูกผสม

 • แล้วมันจะใช้ได้ผลหรือครับ 

 ก็ไม่ทราบ แต่ถ้าไม่มี คนไข้ก็จำเป็นต้องใช้ สายพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าคุณมีอยู่ในมือแค่นี้ แล้วคุณกำลังจะตายจากมะเร็ง คุณไม่มีสิทธิ์เลือก

 • มันสำคัญอยู่ที่การสกัดหรือเปล่า 
 จริงๆ มันสำคัญทั้งเรื่องสายพันธุ์และการสกัดด้วย แต่ในเมื่อมันทำอะไรไม่ได้มาก เขาก็ย่อมเลือกเอาวิธีที่มันเป็นไปได้มากที่สุด มีอะไรอยู่ในมือก็ใช้เท่านั้น มีอะไรก็ใช้ก่อน ส่วนวิธีการสกัดก็เลือกเอาที่ตนเองทำได้ที่บ้าน จะใช้หม้อหุงข้าวหรือใช้เตารีดก็แล้วแต่ ผมอธิบายไว้ชัดเจนแล้วในหนังสือของผม

 • ถ้าใช้วิธีการสูบ จะรักษาได้ไหม 

 ได้ครับ แต่ได้ไม่เต็มที่

 • คุณหมอเคยกล่าวว่า ผมจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่ากัญชาไทยรักษามะเร็งได้ ตรงนี้จริงแท้อย่างไร 

 ผมคิดว่ากัญชาไทยสามารถใช้ได้ผลกับการรักษามะเร็ง แต่ตอนนี้เราต้องเปิดโอกาสก่อน คือถอดเอากัญชาออกจากบัญชียาเสพติดได้แล้ว ไม่ใช่ว่ายังคาไว้อยู่ แล้วบอกว่าไปทำวิจัย เพราะถ้าแบบนั้น ไม่มีใครมีเงินไปทำวิจัยหรอกครับ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะงานวิจัยมันต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายสิบปี กว่าจะวิจัยในหลอดทดลอง ในหนู หรือในคน

ผมบอกว่าผมไม่ทำหรอกครับ ผมไม่มีเงิน ใครอยากทำก็เชิญทำไปเลยครับ แต่ถ้าอยากจะพิสูจน์ เราก็ต้องทำแบบสมัยโบราณ คือพิจารณาจากประสบการณ์ คนโบราณเขามีหลอดทดลองมั้ย ไม่มี แม้แต่หนูทดลองยังไม่มีเลย เขาก็ดูว่า คนใช้ใช้แล้วไม่เกิดปัญหา ก็โอเค จดๆๆ ไว้

 แต่เดี๋ยวนี้เราโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือฝรั่งเขานำร่องไปก่อนแล้วว่ามันได้ผลในหลอดทดลองกับในหนู เราแค่มาใช้ในคน มันไม่ได้ยาก ลักษณะนี้เพียงแค่การเก็บข้อมูลก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำวิจัยเต็มรูปแบบ เพราะมันจะติดปัญหาเรื่อง...

หนึ่ง ไม่ทันการ
สอง ไม่รู้ว่าใครจะออกเงิน

บริษัทยาเหรอ ไม่มีทาง เพราะยังไม่ถึงเวลา เขาจะออกเงินทำไม เพราะมันไม่ใช่ยาของเขา เขาจะออกเงินมาทำวิจัยทำไม โปรดฟังอีกครั้ง ผมทราบมาว่า มีมหาวิทยาลัยบางแห่งในประเทศไทย ทำการวิจัยลับด้วยการรักษาคนไข้ด้วยกัญชา เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผลการรักษาออกมาดีมาก เมื่อถึงเวลาที่สมควร ก็จะรู้ข้อมูลชัดเจนมากกว่านี้ รอให้คนทำวิจัยเขาออกมาพูดเองดีกว่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น